FAQ, การลดความอ้วน-แพทย์แนะนำ

การลดความอ้วน ตามหลักการแพทย์

%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99-doctor-advice

การลดความอ้วน ตามหลักการและคำแนะนำของแพทย์

ปกติแล้วหลักการลดน้ำหนักที่แพทย์มักจะแนะนำ ก็คือ ห้ามทานยาลดน้ำหนัก ห้ามอดอาหาร กินผักเยอะๆ กินคาร์โบไฮเดรตน้อยๆ กินมันน้อยๆ ออกกำลังกายด้วยยิ่งก็จะยิ่งดี ซึ่งก็เป็นหลักการที่คนส่วนใหญ่รู้และเข้าใจ แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ก็ยังอ้วนอยู่ ทำไมเป็นเช่นนั้นล่ะ..?

ความจริงก็คือ ปกติแล้วหมอมักจะเรียนเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกายน้อยมาก (นอกจากคนที่เรียนเฉพาะทางมาทางด้านนี้โดยตรง) ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพความรู้ที่หมอเรียนทั้งหมดจนจบปริญญา

ก็เทียบได้กับน้ำ 1 โอ่ง ส่วนความรู้ในเรื่องโภชนาการและการออกกำลังกาย ที่ได้เรียนนั้นเทียบได้กับน้ำเพียง 1 หยด

การลดน้ำหนักตามความแนะนำของแพทย์

ความรู้เรื่องการลดน้ำหนักส่วนใหญ่จึงอยู่ในวงของแพทย์ที่เรียนเฉพาะทางเกี่ยวกับโภชนาการหรือการออกกำลังกายและนักโภชนาการเท่านั้น ไม่ใช่ความรู้เหล่านี้ไม่ถูกเผยแพร่ออกมา แต่เพราะแพทย์ส่วนใหญ่ต้องใส่ใจในเรื่องที่เกี่ยวกับงานที่ตัวเองกำลังทำมากกว่า

แม้ในปัจจุบันอาจมีแพทย์ที่สนใจความรู้เรื่องโภชนาการและออกกำลังกายมากขึ้น แต่เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วก็ยังไม่มากอยู่ดี แม้ว่าเรื่องที่เกี่ยวกับโรค สรีระ กายวิภาค พยาธิต่างๆ แพทย์จะมีความรู้มากกว่าคนในอาชีพอื่น

แต่ด้านโภชนาการและ การลดความอ้วน นั้น นักโภชนาการโดยตรงอาจรู้มากกว่าก็ได้ ( แต่ถ้าแพทย์ได้มาศึกษา ก็จะรู้และเข้าใจได้ลึกซึ้งมากกว่านักโภชนาการและคนทั่วไปมากเพราะมีพื้นฐานที่ดีกว่า)

เราจะเห็นหมอหลายคนอ้วนแต่ลดน้ำหนักไม่ได้  (หรือมีคนรอบข้างอ้วนแต่ก็ช่วยไม่ได้) เพราะความรู้ที่มีในตำราแพทย์ตลอดเวลาที่เรียนไม่มากพอที่จะเข้าใจเรื่อง การลดความอ้วน อย่างถูกต้องและลึกซึ้ง

การลดความอ้วนที่ถูกต้อง

วิธีการลดน้ำหนักที่สอดคล้องกับหลักการทางการแพทย์โดยหลักการแล้วก็คือ “ห้ามทานยาลดน้ำหนัก ห้ามอดอาหาร กินผักเยอะๆ ทานคาร์โบไฮเดรตน้อยๆ กินมันน้อยๆ ออกกำลังกายไปด้วยก็จะยิ่งดี”

การลดน้ำหนักแบบกินผักเยอะๆแป้งน้อยๆ

ตามที่ส่วนใหญ่เข้าใจ เพียงแต่ว่าจะต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้ครบถ้วนอีกดังนี้

1. ต้องทานอาหารให้ครบ 3 มื้อในทุกๆวัน ไม่มากไม่น้อยกว่านี้ เพราะการกินครบ 3 มื้อ จะทำให้ร่างกายเราสามารถรักษาระดับการเผาผลาญพลังงานได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ไม่เกิดสภาวะคล้ายการจำศีล ส่วนการทานอาหารให้มากกว่า 3 มื้อ กลับเป็นการสร้างนิสัยการทานจุกจิกและทำให้หิวบ่อยเกินไป จึงไม่ควรทำ

2. ทานอาหารให้ได้พลังงานประมาณ  1000-1200 กิโลแคลอรี่ (น้ำหนักจะลดลงเดือนละ 3-4 กิโลกรัม) อาจจะยืดหยุ่นได้ แต่ห้ามต่ำกว่า 800 kcal เด็ดขาด เพราะร่างกายเราจะทำงานน้อยลงเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน

ซึ่งนอกจากจะทำให้การลดน้ำหนักยากขึ้นแล้ว ยังทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นง่ายอีกด้วย ซึ่งทำให้เกิดโยโย่ได้เมื่อเรากลับมาทานอาหารปกติ

 ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยให้การลดความอ้วนได้ผลดีขึ้น

3. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะถ้าเราขาดอาหารหมู่ใดไป  เราจะรู้สึกหิวง่าย ทำให้การลดน้ำหนักยากขึ้น และยังทำให้ร่างกายทำงานบกพร่องได้ อาจทำให้มีปัญหาสุขภาพตามมา

4. กินโปรตีนให้เพียงพอ โดยทานโปรตีน 1 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เพื่อให้น้ำหนักที่ลดลงเป็นไขมันไม่ใช่กล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยรักษาระดับการเผาผลาญให้คงที่หรือช่วยปรับระดับการเผาผลาญที่เสียไปให้ดีขึ้น

ทำให้เมื่อเราหยุดลดน้ำหนัก น้ำหนักของเราจะก็จะไม่เพิ่ม (ไม่โยโย่)

5. สัดส่วนพลังงาน จากโปรตีน/คาร์โบไฮเดรต/ไขมัน ที่ได้จากอาหารที่ทานควรเป็น  30/50/20  (ยืดหยุ่นได้)
ในทางปฏิบัติ (ข้อ 4-5)

6. ให้เราหลีกเลี่ยงอาหารมันและอาหารที่ใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร โดยทานอาหารให้มีโปรตีนประมาณครึ่งหนึ่งในมื้อนั้น ซึ่งในโปรตีนเองก็จะมีไขมันอยู่แล้ว เราก็จะได้สัดส่วนใกล้เคียงที่ต้องการ

7. ทานผักผลไม้ที่หลากหลายสีสันสลับกันไป โดยกินผักผลไม้อย่างน้อยมื้อละ 1 ถ้วย เพื่อให้ร่างกายยังได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนจะได้ไม่หิวง่ายและไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยให้พลังงานจากอาหารที่ทานทั้งวันกับผักผลไม้ที่ทานรวมกันได้ประมาณ 1000-1200 กิโลแคลอรี่

ทานผลไม้หลากสีเพื่อรับวิตามินให้เพียงพอ

8. ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรขึ้นไป เพื่อให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกิน รวมถึงการขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกายมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้เราสามารถลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีผิวพรรณสดใส

โดยให้สังเกตจากอาการปากแห้งคอแห้งและปัสสาวะเหลือง เป็นเครื่องชี้วัดว่าดื่มน้ำพอหรือยัง

9. ออกกำลังกายแบบแอโรบิกควบคู่กับแอนนาโรบิคโดยออกกำลังกายให้หนักในระดับที่หัวใจเต้น  60-80 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นสูงสุดในแต่ละวัยต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที/วัน จำนวน 3-6 วัน/สัปดาห์ เพื่อรักษาระดับการเผาผลาญให้คงที่

การลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังแบบแอโรบิกและแอนาโรบิก

หรือช่วยคนที่ระดับเผาผลาญต่ำให้มีอัตราการเผาผลาญที่ดีขึ้น ซึ่งการที่ระดับเผาผลาญของเราอยู่ในระดับที่ดี จะช่วยให้ตอนหยุดลดความอ้วนแล้วกลับมาทานปกติน้ำหนักจะไม่เพิ่มขึ้น (ไม่โยโย่)

อย่างไรก็ตามการออกกำลังกายเป็นเพียงตัวช่วยในการลดน้ำหนักให้เราสามารถลดน้ำหนักได้สำหรับบางคนเท่านั้น จริงๆแล้วสิ่งที่ส่งผลต่อเรื่องการลดน้ำหนักมากที่สุดก็คือการควบคุมอาหาร

บางคนจึงสามารถลดน้ำหนักลงได้โดยการควบคุมอาหารอย่างเดียว โดยไม่ต้องออกกำลังกายก็ได้

10. นอนวันละ 8 ชั่วโมง เพราะถ้าเรานอนน้อยเกินไปร่างกายจะทำงานผิดเพี้ยนแล้วทำให้อ้วนขึ้น ส่วนการนอนมากเกินไปก็จะทำให้ร่างกายเผาผลาญต่ำลง

11. ควบคุมน้ำหนักต่อไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน หลังจากได้น้ำหนักที่ต้องการแล้ว เพื่อให้ร่างกายสามารถจดจำน้ำหนักที่ลดได้ จะได้ไม่มีการปรับตัวให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยพยายามทานให้ได้พลังงานเพิ่มขึ้นทีละนิด

เช่น ควบคุมเดือนแรกทานให้ได้พลังงานประมาณพัน 300 kcal  ควบคุมเดือนที่ 2 ทานให้ได้พลังงานประมาณ 1,500 กิโลแคลอรี่  ควบคุมเดือนที่ 3 ทานให้ได้พลังงานประมาณ 1800 kcal

แต่ข้อเสียของการพยายามลดน้ำหนักด้วยหลักการที่แพทย์แนะนำก็คือ แม้ว่าเราจะรู้และเข้าใจหลักการทั้งหมด แต่มันก็เป็นเรื่องไม่ง่ายที่เราจะลดความอ้วนโดยพยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอ

ลดความอ้วนด้วยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอ

โดยให้ได้พลังงานจากอาหารที่ทานประมาณ  1000-1200 กิโลแคลอรี่/วัน นอกจากนี้เราก็จำเป็นจะต้องจดสิ่งที่ทานและคำนวณปริมาณพลังงานที่ได้ในแต่ละวันด้วย ซึ่งต้องใช้ความอดทนและสม่ำเสมอมากพอสมควร

มีสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ก็คือ ถ้าเราเคยลดน้ำหนักด้วยวิธีการที่ทำให้เราสูญเสียกล้ามเนื้อ หรือทำให้ร่างกายเผาผลาญต่ำกว่าปกติมาก เช่นกินยาลดน้ำหนัก หรืออดอาหาร ในช่วงแรกของการเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างถูกต้องตามหลัก

น้ำหนักของเราอาจจะเพิ่มขึ้นได้จากการที่ร่างกายของเราพยายามเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อฟื้นฟูร่างกายและระดับการเผาผลาญให้เป็นปกติ

ยิ่งเราเคยใช้วิธีที่ผิดใน การลดความอ้วน มานานเท่าไหร่ก็จะยิ่งใช้เวลาในการฟื้นฟูนานมากเท่านั้น เราจึงต้องอดทนด้วยความเข้าใจ อย่าตกใจในช่วงที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น (เพราะมันเป็นผลพวงจากการกระทำในอดีตของเรา)

การลดความอ้วนต้องอาศัยความพยายามและอดทน

เมื่อเราอดทนจนฝ่าฟันไปได้ รูปร่างสวยงามที่ปรารถนาก็กำลังรอเราอยู่ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเลือกวิธีการลดน้ำหนักแบบไหน ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนลดน้ำหนักด้วย

         ด้วยหลักการเหล่านี้ ใครก็ตามที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถลดน้ําหนักลงได้ โดยไม่ทำให้เกิดโยโย่ๆขึ้นอย่างแน่นอน…

หากลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีจะทำให้ผอมลงและไม่โยโย่

บทความที่น่าสนใจ

error: do not copy content!!