รู้ไหมว่าแคลเซียม (Calcium) มีประโยชน์ต่อเราอย่างไร

คุณประโยชน์ของแคลเซียม

คำตอบ : แคลเซียม คือ แร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย โดย 99% อยู่ในกระดูกและฟัน ส่วนอีก 1% อยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆและของเหลว

calcium ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ทั้งยังมีความจำเป็นต่อกระบวนการเมทาบอลิซึ่มของเซลล์ 

กระดูก เป็นอวัยวะที่มีชีวิต โดยมีเซลล์ 2 ชนิด คือ Osteoclast มีหน้าที่สลายกระดูก และ Osteoblast มีหน้าที่สร้างกระดูกใหม่ ซึ่งเซลล์ทั้ง 2 ชนิดนี้ จะทำงานตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย

โดยมีช่วงเวลาของการสร้างและสลายกระดูก 3 ช่วงดังนี้

  • ช่วงการสร้างมวลกระดูก เริ่มต้นเมื่อแรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 30 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีการสร้างมวลกระดูกมากกว่าการสลายมวลกระดูก ดังนั้นมวลกระดูกของร่างกายจึงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดที่เรียกว่า Peak Bone Mass
  • ช่วงการคงมวลกระดูก หลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว การสร้างกระดูกจะลดลงจนเท่ากับการสลายกระดูก และมวลกระดูกรวมจะคงที่ไปจนถึงอายุประมาณ 45 ปี
  • ช่วงการสลายมวลกระดูก เมื่ออายุ 45 ปีขึ้นไป การสร้างมวลกระดูกจะลดลงเรื่อยๆ ดังนั้นมวลกระดูกรวมของร่างกายจึงลดลงตามลำดับ โดยเฉพาะสตรีในวัยช่วงหมดประจำเดือน การสลายมวลกระดูกจะรวดเร็วมาก ทำให้มวลกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ความต้องการ calcium ของคนไทยในช่วงวัยต่างๆก็จะมีความต้องการในปริมาณที่ไม่เท่ากัน และหากเราได้รับแคลเซียมในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ก็จะนำมาสู่ภาวะขาดแคลเซียม ซึ่งการขาดแคลเซียมเรื้อรังจะส่งผลให้แคลเซียมในกระดูกสูญเสียตลอดเวลา จนเกิดอาการกระดูกพรุนและกระดูกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกบริเวณต้นแขนใกล้ข้อมือ และบริเวณสะโพก

หากเกิดปัญหาที่กระดูกสันหลังจะมีผลทำให้กระดูกทรุด เจ็บหลังได้ง่าย หากเป็นมากก็จะเกิดอาการหลังค่อม ซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้หญิงสูงอายุที่ร่างกายผอม หรือผู้หญิงที่ผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างตั้งแต่วัยก่อนหมดประจำเดือน

การขาดแคลเซียมอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆได้แก่ หงุดหงิดง่าย ชา เกร็งกระตุก อาการเหน็บที่นิ้วมือ และเกิดตะคริวบ่อย ที่สำคัญคือการขาดแคลเซียมอย่างรุนแรงนี้อาจทำให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นการได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา จึงช่วยดูแลสุขภาพของกระดูกได้ เราจึงควรเสริมแคลเซียมตั้งแต่วัยเด็กหรือหนุ่มสาวเป็นต้นไป

แม้ว่าการเริ่มเสริม calcium ในผู้สูงอายุจะสายไป แต่ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) สามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น กระดูกสันหลังหัก กระดูกสะโพกหัก ซึ่งทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพตามมาและเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้

เราสามารถเสริม แคลเซียม (calcium) ให้กับร่างกายได้อย่างไร?

แม้ว่าปัจจุบันจะมี อาหารเสริมแคลเซียม ออกมาสู่ตลาดอยู่มากมาย แต่ก็ใช่ว่าเพียงแค่รับประทานเข้าไปแล้วร่างกายจะดูดซึมได้อย่างเต็มที่หรือในทันที

ทั้งนี้ก็เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดูดซึมแคลเซียมอยู่ด้วย ซึ่งอาจทำให้ร่างกายของเราดูดซึม calcium ได้น้อยลง หรือมีพฤติกรรรมบางอย่างที่เอื้อต่อการดูดซึมมากขึ้นได้ เช่น

1. การออกกำลังกายให้เหมาะสม จะเป็นการเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้

2. ลดปริมาณบุหรี่ กาแฟ คาเฟอีนทั้งหลาย รวมทั้งความเครียด หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) ซึ่งมีผลทำให้เกิดการย่อยสลายกระดูกในร่างกายมากขึ้นและอีกทั้งความเครียดก็ยังมีผลทำให้ร่างกายต้องการแมกนีเซียมและวิตามินซีเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปใช้สร้างมวลกระดูก

3. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทฟาสต์ฟู๊ดหรือยาที่มีผลต่อต่อมไร้ท่อในร่างกาย รวมถึงอาหารที่ผ่านขบวนการผลิต เช่น กาแฟ น้ำตาลทรายขาว เกลือ เนื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารที่มากเกินไป ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลซียมได้น้อยลง

4. อย่าลดความอ้วนเร็วเกินไป เนื่องจากเอสโตรเจน (Estrogen) มักถูกเก็บสะสมในไขมัน ดังนั้นแม่ว่าจะอยู่ในวัยทองก็ตาม คนอ้วนจึงยังคงมีเอสโตรเจนมากกว่า โรคกระดูกพรุนจึงเกิดได้ช้ากว่า

5. รับประทานอาหารที่ช่วยให้ร่างกายหลั่งแคลซิโตนิน (Calcitonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างกระดูกให้แข็งแรงขึ้น เช่น ปลาแซลมอน ฯหากร่างกายขาดวิตามินดี ก็อาจจะทำให้ขาดแคลเซียมตามไปด้วย ดังนั้นการออกมารับวิตามินดีตอนเช้าๆ แสงแดดอ่อนๆ จึงช่วยให้ร่างกายของเราดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

6. การรับวิตามินดีจากแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดีมาสังเคราะห์ ซึ่งช่วยในการเสริมสร้างกระดูกได้เป็นอย่างดี วิตามินดีเป็นวิตามินที่ช่วยในการดูดซึม calcium

เพิ่ม แคลเซียม calcium และเสริมสร้างกระดูกและข้อให้แข็งแรงด้วยเดียร์

หลักการเลือก อาหารเสริมแคลเซียม

  • ดูตัวยาสำคัญที่มีใน อาหารเสริมแคลเซียม ควรดูว่าเป็นแคลเซียมอย่างเดียว หรือมีวิตามินอื่นๆผสมอยู่ด้วย เพราะการได้รับวิตามินบางตัว เช่น วิตามินซี หรือ วิตามินดีมากเกินไป อาจทำให้เกิดอันตรายได้  ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินอื่นๆผสมอยู่
  • เพื่อความสะดวกในการรับประทาน ควรดูว่าใน 1 เม็ดที่ทานนั้น ให้อนุมูลแคลเซียมจำนวนเท่าไหร่?  ใน ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม 1 เม็ด โดยทั่วไปที่ฉลากจะแจ้งอนุมูลแคลเซียมว่ามีอยู่เท่าไหร่ ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะต้องการอนุมูลแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800-1,000 มิลิกรัม ดังนั้นถ้าใน 1  เม็ด มีอนุมูล calcium อยู่น้อยเกินไปก็อาจต้องรับประทานจำนวนหลายเม็ดเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • พิจารณาว่า เป็นผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมในรูปแบบใด? เนื่องจากตัวแคลเซียมเองละลายน้ำและถูกดูดซึมได้ยาก จึงควรให้ อาหารเสริมแคลเซียม ในรูปที่ละลายง่าย และดูดซึมได้ง่าย เช่น รูปแคลเซียมอะมิโนแอซิดคีเลท (Calcium Amino Acid Chelate) เป็นคีเลทของแคลเซียมกับกรดอะมิโน ซึ่งละลายน้ำได้ดี ดูดซึมและนำไปใช้ได้ดีกว่ารูปแคลเซียม คาร์บอเนตหลายเท่า
  • ดูว่า calcium ในผลิตภัณฑ์นั้นๆเป็นเกลือแคลเซียมอะไร เนื่องจากเกลือแคลเซียมต่างชนิดกัน จะถูกดูดซึมได้ต่างกันที่สภาวะกรดในกระเพาะอาหารต่างๆกัน เช่น แคลเซียมคาร์บอเนตจะดูดซึมได้น้อยลง ถ้าหากผู้ป่วยมีกรดในกระเพาะอาหารน้อยอยู่แล้ว

เดียร์ Deer อาหารเสริมเพื่อบำรุงกระดูกและข้อ

 

>> โรคกระดูกพรุนคืออะไร ส่งเสียต่อผู้สูงอายุอย่างไร <<
>> กระดูกอ่อนปลาฉลาม มีประโยชน์ต่อกระดูกและข้ออย่างไร <<
>> รายละเอียดสินค้า : อาหารเสริมแคลเซียม Deer (เดียร์) <<

 

รู้ไหมว่าแคลเซียม (Calcium) มีประโยชน์ต่อเราอย่างไร was last modified: เมษายน 13th, 2016 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์