รู้ไหมว่า ‘ปุ๋ยเคมี’ ไม่ใช่สารพิษนะ..

ปุ๋ยเคมีคือธาตุอาหารของพืช เพื่อบำรุงพืช

ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ

ปุ๋ย คือ สารประกอบที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เปรียบเสมือนกับอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่พืชจำเป็นต้องบริโภคหรือดูดซึมเพื่อนำไปใช้ในขบวนการเมทาบอลิซึมต่างๆ

เช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง, การหายใจ, การออกดอก,การติดผลฯ ปัจจุบันคนส่วนใหญ่อาจมีความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าปุ๋ยไม่ถูกต้องนัก ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่ได้รับข้อมูลมาไม่ถูกต้อง

โดยเฉพาะแนวความคิดที่เข้าใจกันผิดว่า ปุ๋ยเคมี เป็นสารประกอบเดียวกันกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งหลาย ซึ่งล้วนเป็นสารเคมีเกือบทั้งหมด..

โดยในปัจจุบันเกษตรกรไทยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  1.  ชาวนา อันได้แก่เกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก
  2. ชาวไร่ อันได้แก่เกษตรกรผู้ทำการเพราะปลุกพืชไร่ เช่น อ้อย มัน สำปะหลัง และสับปะรด เป็นต้น
  3. ชาวสวน อันได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ เช่น ลำไย ลิ้นจี่ เงาะ ทุเรียน และพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และกาแฟ เป็นต้น

ปัญหาที่ส่งผลต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

  • ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยต่าง เช่น ปุ๋ย น้ำยาฆ่าศัตรูพืช ที่มีราคาแพงขึ้นเกือบทุกปี
  • ปัญหาด้านราคาและตลาดของสินค้าเกษตรมีแปรปรวนไม่แน่นอน 

และพบว่าต้นทุนทางการตลาดของสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและกระจายสินค้า ( Logistic ) ของประเทศค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง

เช่น จีนและมาเลเซีย ส่งผลให้ขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยลดลงและเสียเปรียบคู่แข่ง ทำให้อาชีพทางการเกษตรมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ยากต่อการบริหารจัดการ

  • ปัญหาในเรื่องของดิน ดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกนั้นจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ 3 ประการ
    1. คุณสมบัติทางเคมี คือ ดินต้องมีความสมดุล ของแร่ธาตุอาหารพืช
    2. คุณสมบัติทางกายภาพ คือ ดินต้องมีความสมดุล ของอากาศ และ น้ำ
    3. คุณสมบัติทางชีวภาพ คือ เป็นดิน ที่มีความสมดุลของจุลินทรีย์ กล่าวคือ เป็นดินที่มีจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในดิน ที่เป็นประโยชน์ในปริมาณมาก

ส่วนดินที่มีปัญหาทางด้านการเกษตร หมายถึง ดินที่มีสมบัติทางกายภาพและเคมีไม่เหมาะสม หรือ เหมาะสมน้อย สำหรับการเพาะปลูก ทำให้พืชไม่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตตามปกติได้

ส่วนใหญ่เป็นดินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ได้แก่ ดินเค็ม ดินเปรี้ยวจัด ดินทรายจัด ดินตื้น ดินอินทรีย์ และดินปนกรวด  นอกจากนี้ยังรวมถึงพื้นที่มีความลาดชันสูง ซึ่งถ้ามีกี่ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรแล้ว จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง

  •  ปัญหาภัยแล้ง 

เมื่อภัยแล้งเป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะนำความสูญเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งทางด้านการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและในด้านดารเกษตรก็เช่นกันที่ต้องพึ่งน้ำอย่างยิ่งยวดไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำในพื้นที่หนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุให้พืชพรรณต่างๆ ได้รับการผลกระทบทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตไม่สมบูรณ์เกิดความเสียหาย

ในเรื่องของผลผลิตที่น้อยกว่าปกติ หรือถ้าภัยแล้งเกิดรุนแรงและยาวนาน ก็จะทำให้พืชขาดน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้พืชตายลงในท้ายที่สุด

ซึ่งก็จะสร้างความเสียหายให้เกษตรกร บางรายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวได้ กว่าจะฟื้นคืนสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายปีทีเดียว

  • ปัญหาภาวะการระบาดของแมลงศัตรูพืช

ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อากาศแห้ง ทำให้วัชพืชดื้อยามากขึ้น วัชพืชจะมีการพัฒนาได้ดีกว่าพืชทั่วไป ทำให้ต้องใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชเพิ่มมากขึ้น

ไม่เพียงแค่อากาศที่ร้อนขึ้นเท่านั้น ภาวะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นหนึ่งในตัวการทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกก็ส่งผลให้วัชพืชเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ภาวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบกับแมลงเช่นเดียวกัน ทั้งความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาในการป้องกันตัว ทำให้การระบาดของแมลงศัตรูพืชรุนแรงขึ้น

  • ปัญหาเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตร

เนื่องจากกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ของไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มในการ ใช้สารเคมีค่อนข้างสูงเพื่อเพิ่มผลผลิต และป้องกันกำจัดโรคแลงและศัตรูพืช

การเพิ่มขึ้นของการใช้สารเคมีดังกล่าวนับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งเพราะมีผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยทั้งต่อผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ผลิตเอง รวมทั้งเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้หากเกษตรกรมีความเข้าใจมากพอในการแก้ปัญหาและรับมือกับภาวะของดินที่เสื่อมสภาพ ภาวะภัยแล้งที่ทำให้พืชขาดน้ำ และรู้จักวิธีการผสมผสานการลดต้นทุนของเกษตรกรได้ รวมถึงการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคด้วย

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องของปุ๋ยเคมีให้ถูกต้อง เพื่อจะสามารถนำมาใช้ในการเกษตรให้เกิดผลและประโยชน์อันสูงสุดได้

ปุ๋ยเคมี คือ…?

ในความเป็นจริงแล้วปุ๋ยเคมีเป็นสารคนละกลุ่มกันเลยกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชต่างๆ เช่น ยาฆ่าแมลง ,สารป้องกันกำจัดโรคพืช, ยาฆ่าหญ้าฯ  เนื่องจากปุ๋ยเคมี นั้นคือ ธาตุอาหารของพืช แต่ด้วยความเข้าใจผิดดังกล่าวจึงก่อให้เกิดกระแสสังคมที่ต่อต้านการใช้ปุ๋ยเคมี และพยายามส่งเสริมให้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืชแทน

ปุ๋ยเคมีนั้นเป็นธาตุอาหารของชนิดต่างๆในธรรมชาติที่ถูกนำมาผลิตโดยผ่านกระบวนการผลิตทางเคมี เพื่อนำไปใส่ลงในดินที่มีความชื้น สารประกอบเหล่านี้จะละลายและพืชสามารถดูดซึมไปใช้ในการเจริญเติบโตได้

ปุ๋ยเคมีอุดมไปด้วยปริมาณธาตุอาหารหลักที่พืชต้องการ รวมทั้งธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมในปุ๋ยบางชนิด บางเกรด ธาตุอาหารที่อยู่ในปุ๋ยเหล่านี้พืชจะดูดซึมเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้พืชมีการเจริญเติบโตงอกงาม ออกดอก สามารถเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นได้

สำหรับแนวทางการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง

เกษตรกรควรใช้ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพผสมผสานร่วมกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในทุกๆด้าน เช่น การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน(Soil fertility), ลดต้นทุนให้กับเกษตรกรและเพิ่มระดับคุณภาพผลผลิตการเกษตรของไทย

โดยปุ๋ยเคมีจะทำหน้าที่ให้ธาตุอาหารต่างๆแก่พืช  แต่ขณะเดียวกันในปุ๋ยเคมีก็ไม่มีอินทรีย์วัตถุซึ่งเป็นตัวดูดซับอาหาร และช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดิน ปรับความเป็นกรด-ด่างฯ จึงทำให้เมื่อใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวไปนานๆ จะทำให้ดินแน่น และเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นพืชก็จะดูดธาตุอาหารได้น้อยลงไม่ว่าจะใส่ปุ๋ยในปริมารเท่าเดิมก็ตาม

เราจึงควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพสลับตามลงไปด้วย เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน ไม่ให้ดินแน่นทึบจนเกินไป รักษาความเป็นกรด-ด่างของดิน รากพืชสามารถหายใจ และดูดซึมอาหารได้เป็นปกติ

ตัวอย่างเช่น ในการปลูกพืชปลอดสารพิษนั้น จะมีการใช้ปุ๋ยเคมี แต่ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง โดยจะใช้สารสกัดจากธรรมชาติป้องกันแทน เช่น สารสะกัดจากสะเดา, โล่ติ้นฯ

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ปุ๋ยอินทรีย์นั้น สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ เพราะปุ๋ยอินทรีย์เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ ในความเป็นจริงแล้วปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณธาตุอาหารต่างๆ อยู่น้อยมาก และไม่เพียงพอกับความต้องการของพืชหลายๆชนิด การที่จะเอาปุ๋ยอินทรีย์มาใช้เพื่อให้เป็นแหล่งของธาตุอาหาร NPK เพิ่มเติมให้แก่ดินนั้นจึงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

และการนำเศษซากพืช ซากผลผลิต ซากสัตว์ออกไปจากดินนั้นเท่ากับเป็นการเอาธาตุอาหารออกไปจากดินนั่นเอง ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของดินก็จะหมดลงไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดวิกฤต ก็จะสายเกินแก้ ดังนั้นการชักนำให้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพทดแทนปุ๋ยเคมีนั้น คงชดเชยได้แค่เพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดครับ

ปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณต่ำ ขณะที่ปุ๋ยชีวภาพก็ทดแทนได้เฉพาะธาตุไนโตรเจนเท่านั้น ส่วนธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ลงไปในรูปของปุ๋ยเคมีอยู่ดี

ในขณะที่สารกำจัดศัตรูพืชนั้นคือ สารเคมีที่เป็นสารประกอบอินทรีย์ มีฤทธิ์เป็นพิษกับแมลงและศัตรูพืชแต่ละชนิด และโดยส่วนใหญ่มักอยู่ในกลุ่มออกาโนฟอสเฟต ซึ่งมีการตกค้างยาวนาน และมีความเป็นพิษสูง (สังเกตได้ที่ฉลากจะมีแถบสีแดง)

ซึ่งหากใช้อย่างไม่ระมัดระวังอาจเป็นพิษต่อผู้ใช้และผู้บริโภค รวมถึงสัตว์ต่างๆได้ เช่น สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดหลังจากฉีดพ่นแล้วต้องทิ้งไว้ประมาณ 3-20 วัน (ขึ้นกับชนิดของสารเคมีนั้นๆ)จึงจะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกส่วนใหญ่มักจะเก็บเกี่ยวพืชก่อนถึงวันที่กำหนดจึงทำให้มีสารพิษตกค้างอยู่ในผลผลิตและเกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้

ข้อดีของการใช้ปุ๋ยทางใบฉีดพ่นเพื่อให้ธาตุอาหารแก่พืช

การให้ ปุ๋ยทางใบ จะช่วยให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ได้อย่างรวดเร็วกว่าทางดิน และมีโอกาสถูกชะล้างได้น้อยกว่า ทำให้พืชที่ฉีดพ่นได้รับธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่และเร็วขึ้น

จึงเหมาะกับการใช้ธาตุอาหารเร่งให้พืชขับเคลื่อนสรีระต่างๆได้ตามช่วงจังหวะที่เราต้องการ เช่น เร่งต้น เร่งใบ เร่งการเจริญเติบโต เร่งดอก เร่งลูก ขยายขนาดผล เร่งความหวาน. ซึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วน (Ratio)ของธาตุอาหารในปุ๋ยนั้นๆ

ทรานส์ฟอร์มเพื่อบำรุงพืชและเพิ่มผลผลิตการเกษตร

  >> รายละเอียด : อาหารเสริมพืช Transform สูตร 1 และ 2 <<

รู้ไหมว่า ‘ปุ๋ยเคมี’ ไม่ใช่สารพิษนะ.. was last modified: เมษายน 17th, 2016 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์