ปรับภูมิคุ้มกัน รักษา ‘ภูมิแพ้’ เรื้อรัง

บรรเทาและป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ด้วยอาหารเสริม Nutriga

จมูก เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อร่างกายเรา เป็นทางเดินหายใจส่วนแรกสุดของร่างกายที่ช่วยในการปรับอุณหภูมิความชื้น และทำหน้าที่ช่วยกรองอากาศที่เราหายใจเข้าไปและมีศูนย์รับกลิ่นอยู่ที่เพดานจมูก ทำให้เราสามารถรับรู้กลิ่นต่างๆ ได้

นอกจากนี้จมูกยังมีผลต่อเสียงที่เปล่งออกมาอีกด้วย เรามาเรียนรู้ส่วนประกอบต่างๆ ของจมูกซึ่งข้างในยังมีโพรงไซนัสด้วย ดังนี้

  • ผนังกั้นช่องจมูก ( Nasal Septum )

แบ่งโพรงจมูกออกเป็น 2 ข้าง ผนังกั้นช่องจมูกประกอบด้วยส่วนที่เป็นกระดูกอ่อน คือ septal cartilage ซึ่งอยู่ด้านหน้า และส่วนที่เป็นกระดูกแข็งอยู่ด้านหลัง

  • ผนังด้านข้างของโพรงจมูก (Lateral Nasal Wall)

มีส่วนของกระดูกยื่นออกมา 3 ชิ้น เรียกว่า Turbinate เรียงตั้งแต่ด้านบนลงมาด้านล่าง คือ Superior, Middle และ Inferior Turbinate

โดยมี ช่อง หรือโพรง ที่อยู่ใต้ Turbinate เรียกว่า Meatus ซึ่งมีชื่อเรียกตาม Turbinate แต่ละอันได้แก่ Superior (Sm), Middle (Mm) และ Inferior Meatus (Im) ซึ่งจะมีรูเปิดของไซนัสออกมาที่ Meatus เหล่านี้ด้วย

  • ไซนัส (Sinus)

คือโพรงอากาศในกระดูกที่อยู่รอบๆ โพรงจมูก โดยปกติจะมีคู่ โดยแต่ละคู่จะอยู่คนละข้างด้านซ้ายและด้านขวาของจมูก ได้แก่ Frontal Sinus อยู่บริเวณหน้าผาก

ใกล้กับหัวคิ้วทั้งสองข้าง Ethmoid Sinus อยู่บริเวณหัวตาทั้ง 2 ข้าง Maxillary Sinus อยู่บริเวณโหนกแก้มทั้ง 2 ข้าง และ Sphenoid Sinus อยู่บริเวณฐานสมอง

ซึ่งขนาดและตำแหน่งของไซนัสนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลคนและช่วงอายุ ภายในโพรงไซนัสมีเยื่อบุโพรงไซนัส ซึ่งมีขนกวัด (Cilia) คอยทำหน้าที่พัดโบกสารคัดหลั่งต่างๆ ให้ระบายออกไปทางรูเปิดระบายของโพรงไซนัสที่เชื่อมต่อกับโพรงจมูก

โดยโรคที่พบบ่อยที่สุดของจมูก คือ โรคแพ้อากาศ ซึ่งมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อกับในอดีต มีโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น มีการใช้สารเคมีเพิ่มมากขึ้น มีการใช้รถยนต์ในการขนส่งมากขึ้น

มลภาวะเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคภูมิแพ้

ทำให้เพิ่มมลภาวะในอากาศ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนป่วยเป็น ภูมิแพ้ กันมากขึ้น ทั้งจากการแพ้โดยตรงหรือร่างกายของเราอ่อนแอลงจากสารพิษต่างๆ ทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายเราอ่อนแอลง ตลอดจนอาหารชนิดต่างๆ ที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน

ก็แตกต่างจากคนรุ่นปู่รุ่นย่าของเรา ที่จะรับประทานอาหารพวกน้ำพริกผักลวก แกงชนิดต่าง รวมถึงผลไม้ในแต่ละวัน แต่ในปัจจุบันนี้เรารับประทานเนื้อสัตว์กันมากขึ้น

มีอาหารพวก ปิ้งๆ ย่างๆ รมควัน อาหารทอด อาหารจานด่วนชนิดใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งมีสารปนเปื้อนในอาหารและสารอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ จำนวนมากในอาหารเหล่านี้

เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เซลล์ในร่างกายของเราทำงานด้อยประสิทธิภาพ จนในที่สุดเกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย

ระบบภูมิต้านทานของร่างกายเราก็เช่นกัน เมื่ออ่อนแอลง จนส่งผลให้เราป่วยและเป็น ภูมิแพ้ ในอวัยวะต่างๆได้ง่ายขึ้นและโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคแพ้อากาศ นั่นเอง

“โรคแพ้อากาศ” หรือชื่อที่ถูกต้องของโรคนี้คือ “โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้” เป็นโรคที่พบได้ทุกเพศ ทุกวัยและทุกเชื้อชาติทั่วโลก

ปัจจุบันพบว่าโดยเฉลี่ยผู้ใหญ่เป็นร้อยละ 20 และเด็กเป็นร้อยละ40 ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการเกิดขึ้นขณะที่อากาศเปลี่ยนแปลงหรือมีอาการชัดเจนเฉพาะบางฤดู จึงทำให้ได้ชื่อว่า โรคแพ้อากาศ

อาการที่พบบ่อย

  • คันจมูก บางรายอาจคันตา คันเพดาน คันในคอ
  • จามติดๆกันหลายๆครั้ง
  • มีน้ำมูกใสๆไหลมาก
  • คัดแน่นจมูก มักเป็นสลับข้างกัน
  • อาการอื่นๆ เช่น หูอื้อ ปวดมึนศีรษะ จมูกไม่ได้กลิ่น น้ำมูกไหลลงคอ หรือมีเสมหะติดในคอ หรือมีอาการอ่อนเพลีย

โรคภูมิแพ้อากาศ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ

  • เหตุนำ

เกิดจากความผิดปกติของระบบสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งเชื่อว่าเป็นกรรมพันธุ์ ดังนั้นผู้ที่เกิดมาในครอบครัวที่มีโรคภูมิแพ้อยู่ด้วยไม่ว่าจะเป็นโรคหอบหืด โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ผื่นผิวหนังหรือลมพิษมีโอกาสที่จะเป็นโรคในกลุ่มนีี้ได้มากกว่าคนอื่นๆ

  • เหตุโดยตรง

คือสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่รอบๆตัวเรา และมีอยู่ในอากาศที่เราหายใจเข้าไป สารก่อภูมิแพ้ที่ได้พบบ่อย คือ ฝุ่นในบ้าน ตัวไรในฝุ่น นุ่น ขนและรังแคของสัตว์เลี้ยง

เชื้อราในอากาศ ละอองเกสรของหญ้า และวัชพืชต่างๆ สิ่งขับถ่ายของแมลงที่อยู่ในบ้าน เช่น แมลงสาบ ยุง และมด ผู้ป่วยบางรายอาจแพ้สารบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานอาชีพ เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์

  • เหตุเสริม

ได้แก่สาเหตุอื่นๆที่ไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ ได้แก่

    • สารที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกโดยตรง เช่น ควันไฟ ควันท่อไอเสียรถ ควันบุหรี่ กลิ่นฉุนๆ กลิ่นน้ำหอม สเปรย์ และฝุ่นละอองต่างๆ
    • การเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่น อากาศร้อนจัด เย็นจัด ฝนตก พัดลมเป่า แอร์เป่า เป็นต้น
    • ร่างกายอ่อนเพลีย เนื่องจากอดนอน ทำงานหนัก ขาดการออกกำลังกาย ฯลฯ
    • อารมณ์ตึงเครียด วิตกกังวล ไม่สบายใจ
    • โรคติดเชื้อ เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ เจ็บคอ ฟันผุ หรือไข้หวัด จะทำให้สุขภาพอ่อนแอลง เป็นเหตุให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีอาการมากขึ้นได้

โรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย คือ โรคไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ คออักเสบ ริดสีดวงจมูกและโรคหอบหืด

ดังนั้นทราบว่าป่วยเป็นโรคภูมิแพ้จึงควรรีบรักษาเพื่อควบคุมไม่ให้มีอาการเกิดขึ้น จึงจะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ตามมาได้

แนวทางทางรักษา

  • ไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จริงหรือไม่ บางรายต้องทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หลังทดสอบประมาณ 20 นาที ถึงจะทราบว่าแพ้อะไรบ้างและแพ้มากน้อยเพียงใด

เมื่อวินิจฉัยแน่ชัดแล้ว แพทย์มักจะให้การรักษาด้วยการให้ผู้ป่วยรับประทานยา ใช้ยาพ่นจมูกหรือพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิต้านทานในบางรายที่มีอาการมาก

  • พยายามกำจัดและหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ ผู้ป่วยที่สามารถกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวให้เหลือน้อยที่สุด อาการอาจจะดีขึ้นโดยไม่ต้องรักษาเลยก็ได้ ดังนั้นจึงต้องเน้นให้ทำก่อนเป็นอันดับแรก
  • พยายามหลีกเลี่ยงสารระคายเคืองต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการ เนื่องจากเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีความว่องไวต่อสารระคายเคืองเหล่านี้มากกว่าคนปกติทั่วไป
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้โรคภูมิแพ้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • พักผ่อนให้เพียงพอและไม่เครียด

ดังนั้น การป้องกันโรคภูมิแพ้อากาศที่ดีที่สุดคือ การเลือกรับประทานอาหาร พวก ผัก ผลไม้ เพิ่มมากขึ้น และ บริโภคเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์  เช่น นม เนย ต่างๆให้น้อยลง เพื่อให้ภูมิต้านทานของเราเข็มแข็งได้ตลอดไป

ตลอดจนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ช่วยทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้นได้ หรือการรับประทานวิตามินบางชนิด  เช่น วิตามินซี ก็ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานได้เป็นอย่างดี

ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ที่นักวิจัย ค้นคว้าสาระสำคัญจากพืช และ ผลไม้ชนิดต่างๆ ที่จะช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายเรา จนมีพืชและสารสกัดจากพืชหลากหลายชนิด ที่ช่วยเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันโรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบมากขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย โดยในปัจจุบันมีคนไทยมากกว่า 18 ล้านคนเป็น ภูมิแพ้

ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 10 ล้านคนเป็น โรคภูมิแพ้ทางจมูก ส่วนอีกกว่า 5 ล้านคนเป็นโรคหืด โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้บางอย่างและภูมิต้านทานผู้นั้นตอบสนองผิดไปจากคนทั่วไป

ทำให้เกิดโรคและอาการต่างๆ ขึ้น เช่น คนทั่วไปที่สูดฝุ่นละอองภายในบ้าน ซึ่งมีไรฝุ่นจะไม่เกิดอาการผิดปกติ แต่ถ้าผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นสูดเอาฝุ่นละอองเข้าไปจะเกิดอาการน้ำมูกไหล คันจมูก คันตา หรือมีอาการหอบเกิดขึ้นได้

การที่พบโรคภูมิแพ้ของระบบหายใจเพิ่มขึ้นมากเพราะวิถีชีวิตของคนนั้นเปลี่ยนไป จากการอยู่อาศัยตามไร่นา พบปะกับเชื้อโรคในดิน คอกสัตว์ ทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงก็เปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตก

ผู้คนอยู่ในเมือง มีสุขอนามัยที่ดีทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ได้ ที่อยู่อาศัยก็มีเพดานที่เตี้ย ใช้พรมซึ่งเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่น เลี้ยงหมา แมวในบ้าน ล้วนทำให้พบปะกับสารก่อภูมิแพ้มากขึ้น

แถมยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วยอีก เช่น มลพิษในอากาศ ฝุ่นละอองตามถนน ควันจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ ล้วนเป็นปัจจัยทำให้สถานการณ์ของโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นมาก

ภูมิแพ้ มีสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ กรรมพันธุ์ เช่น โรคหืด โรคแพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ในเด็ก ยิ่งถ้ามีประวัติว่าทั้งพ่อและแม่เป็นจะยิ่งมีโอกาสเป็นมากกว่าพ่อหรือแม่เป็นฝ่ายเดียว

ปัจจัยที่ 2 คือ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะสารก่อภูมิแพ้ที่จะเข้าร่างกายเราเกิดจากสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น ไม่ว่าสารก่อภูมิแพ้ที่เข้าร่างกายโดยการหายใจ หรือจากการรับประทาน หรือจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้บางอย่าง

เช่น ลมพิษ แพ้อาหาร แพ้ยา หรือแพ้จากการสัมผัส เช่น แพ้เครื่องประดับ แพ้เครื่องสำอาง สังเกตได้ง่ายเช่น หลังจากการรับประทานอาหารทะเล อาจเป็นลมพิษภายในเวลาครึ่งชั่วโมง หรือกินยาแล้วมีผื่นขึ้น

กวาดบ้าน เล่นกับแมว หรือสุนัขแล้วมีอาการจาม คัดจมูกหรือหอบ ขณะที่สารก่อภูมิแพ้บางอย่างสังเกตได้ยากเพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เกสรดอกไม้หรือเชื้อราในอากาศ หรือไรฝุ่นในบ้าน

ซึ่งมีมากตามที่นอน หมอน โซฟา ห้องรับแขก พรม ฯลฯ นอกจากนี้สารระคายเคืองยังมีปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้นหรือมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น อากาศหนาว อากาศเปลี่ยน มลพิษในอากาศจากควันรถ ควันโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นละอองตามท้องถนน ภายในบ้าน

หรือในสำนักงาน ก็มีควันบุหรี่ กลิ่นฉุนจากน้ำหอม สเปรย์ฉีดผม หรือน้ำยาทำความสะอาดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการแพ้ได้
สารก่อภูมิแพ้สำคัญ 5 อย่างที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไรฝุ่น แมลงสาบ

เศษโปรตีนจากไรฝุ่นและแมลงสาบที่หลุดจากเปลือกหุ้มรอบตัว ลำตัว ขา น้ำลาย และอุจจาระ ล้วนเป็นสารก่อภูมิแพ้ เมื่อได้รับโปรตีนเหล่านี้เข้าไปจะทำให้อาการกำเริบได้

  • เกสรหญ้า

เนื่องจากละอองเกสรมีขนาดเล็กมากจึงปลิวไปตามลมได้หลายกิโลเมตร และพบว่ามีทั่วไปในอากาศ

  • เชื้อรา

ซึ่งชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เรียกว่า สปอร์ แพร่กระจายในอากาศ และ เข้ามาในเยื่อบุทางเดินหายใจของผู้ที่แพ้ อาจทำให้เกิดโรคแพ้อากาศ หรือโรคหืดได้

  • สัตว์เลี้ยง

เช่น สุนัข แมว ซึ่งกระตุ้นจากการสัมผัส การสูดหายใจเอาขน หรือรังแคของสัตว์เหล่านี้เข้าไป

หากมีอาการบ่งชี้ 3 ข้อคือ เป็นหวัด คัดจมูกเรื้อรัง นานกว่า 1เดือน ไอ หอบ หรือหายใจมีเสียง เรื้อรังนานกว่า 1เดือน หรือเป็นผื่นคันเรื้อรังนานกว่า 1เดือนควรพบแพทย์

แพทย์จะทำการทดสอบสารก่อภูมิแพ้ (Skin Test) เป็นการทดสอบทางผิวหนังว่ามีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ตัวใด อันเป็นสาเหตุให้เกิดอาการแพ้ต่าง ๆ

ซึ่งจะทดสอบตัวใดบ้างนั้นขึ้นอยู่กับแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามประวัติความเจ็บป่วย เพื่อให้ทราบว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ตัวไหน? จะได้หลีกเลี่ยงและจัดการกับสิ่งแวดล้อม อันเป็นต้นเหตุของโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้อย่างถูกต้อง ควบคู่ไปกับการรักษาทางยา

การทดสอบสารก่อภูมิแพ้ แบบ Skin Test เป็นการทดสอบโดยแพทย์จะทำการหยดน้ำยาที่ต้องการจะทดสอบประมาณ 10-20 จุด ลงบนแขนด้านใน

แล้วใช้ปลายเข็มสะกิดเพื่อให้น้ำยาซึมผ่านลงใต้ชั้นผิวหนัง ทิ้ง ไว้ประมาณ 15 นาที การสะกิดนั้นจะไม่มีบาดแผลใด ๆ หากมีการแพ้เกิดขึ้น บริเวณที่สะกิดจะบวมนูน-แดง-คัน คล้ายตุ่มยุงกัด

จะมีโอกาสแพ้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของตุ่มที่บวม เมื่อทราบสาเหตุของภูมิแพ้ ก็สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการให้ยากิน การปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้หรืออาจใช้วิธีการรักษาใหม่ ด้วยวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้

รูปแบบการรักษาโรคภูมิแพ้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการภูมิแพ้ที่เป็น โดยขั้นต้นหากผู้ป่วยมีอาการเป็นนานๆ ครั้ง ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน สามารถรักษาได้โดยการกินยาแก้แพ้ ยาลดอาการคัดจมูก เฉพาะเวลาที่มีอาการ

ขั้นที่ 2 มีอาการบ่อยขึ้นหรือเกือบทุกวันต้องกินยาบ่อยมาก จะให้รักษาโดยการใช้ยาพ่นจมูกที่มีสเตียรอยด์ร่วมด้วยหรือใช้น้ำเกลือล้างจมูกเสริม (สามารถหยุดการใช้ยาเป็นช่วงๆ ได้)

ขั้นที่ 3 คือมีอาการแบบไม่สามารถหยุดใช้ยาได้ ต้องใช้ยาเพื่อระงับอาการอยู่ตลอด ในคนไข้กลุ่มนี้ แพทย์จะพิจารณาการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ให้กับผู้ป่วย

โรคภูมิแพ้ที่เหมาะกับการฉีดวัคซีน เช่น เยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการคันตา เคืองตา น้ำตาไหล ตาสู้แสงไม่ได้ หรือ โรคหอบหืด ที่มีสาเหตุจาก ภูมิแพ้ ที่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ดีแล้ว

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง โดยสารภูมิแพ้ที่ใช้ฉีดบ่อยๆ เช่น ไรฝุ่น, แมลงสาบ, เกสรหญ้า, ขนแมวและเชื้อรา
การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้นั้น

สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 4 ขวบขึ้นไป แพทย์ต้องทำ skin test เพื่อตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ในผู้ป่วยรายนั้นๆ และดูความรุนแรงของการแพ้ก่อน แล้วจึงฉีดสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจ พบในผู้ป่วยรายนั้นๆ เข้าใต้ผิวหนัง

บริเวณต้นแขน ในระยะ 6 เดือนแรก จะฉีดสัปดาห์ละครั้งโดยประมาณ สามารถฉีดคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย และจะปรับปริมาณวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และฉีดห่างขึ้นเป็น2 สัปดาห์/ครั้ง, 3 สัปดาห์/ครั้ง และ 4 สัปดาห์/ครั้ง โดยแพทย์จะเพิ่มปริมาณวัคซีนมากขึ้น

เพื่อให้ผู้ป่วยทนต่อสิ่งที่แพ้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาการภูมิแพ้ที่เคยเป็นจึงมีลดลง หรืออาจไม่แสดงอาการเลย ระยะเวลาที่ฉีด โดยประมาณ 3-5 ปี เพื่อให้ผลของการทนต่อสารภูมิแพ้ของผู้ป่วยอยู่ยาวนานต่อไปอีกหลายๆ ปี

หลังจากหยุดฉีดวัคซีน ประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยทนต่อสารก่อภูมิแพ้ในสภาพแวดล้อมได้ดีมาก จนอาจไม่แสดงอาการเลย ไม่ต้องใช้ยา ซึ่งให้ผลลัพธ์สูงถึง 80-90% ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละราย

นอกจากบางภาวะที่ร่างกายอ่อนเพลีย อดนอน หรือเจอกับสารก่อภูมิแพ้ที่มากกว่าในภาวะปกติ เช่น ในรายที่แพ้ไร ฝุ่น แล้วทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ อาจเกิดอาการแพ้ขึ้นมาในช่วงสั้นๆ ก็ใช้ยาแก้แพ้ช่วยในช่วงระยะนั้น

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีโอกาสเกิดการแพ้ชนิดรุนแรงได้ ซึ่งอาการจะคล้ายกับคนที่แพ้อาหารหรือแพ้ยาฉีดชนิดรุนแรง มีอาการเช่น ผื่นคันลมพิษ คันคอ ไอ หายใจอึดอัด หอบ คันตา อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งมักเกิดขึ้นภายในครึ่งถึง 1 ชั่วโมงหลังฉีดยา

ดังนั้นหลังฉีดยา ผู้ป่วยควรนั่งพักรอดูอาการก่อน เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาได้ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้น ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำจะมีโอกาสของการเกิดแพ้ยาชนิดรุนแรงน้อยมาก

และไม่ควรฉีดวัคซีนในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลีย ป่วยหรืออดนอน หลังฉีดวัคซีน 2 ชั่วโมง ไม่ควรไปออกกำลังกายหนักๆ

ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่เจิญก้าวหน้ามากขึ้นในปัจจุบันเราสามารถเสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายเพื่อให้ผลการสร้างภูมิที่ดีและเร็วขึ้นได้ควบคู่กับการรักษาตั้งแต่ขั้นแรก

จนถึงขั้นฉีดวัคซีนภูมิแพ้ด้วย เบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงซ้อนที่ต่อกันเป็นสายยาว มีคุณสมบัติในการกระตุ้นหรือบำรุงเซลล์เม็ดเลือดขาวให้กระปรี้กระเปร่า แข็งแรง

อาหารเสริมบำรุงร่างกายเบต้ากลูแคน นูทริก้า nutriga

 >> รายละเอียด : อาหารเสริมนูทริก้า (Nutriga) <<
>> รีวิวสินค้า : นูทริก้า กับโรคนอนไม่หลับ <<
>> เบต้ากลูแคนกับโรคร้ายต่างๆ <<

ปรับภูมิคุ้มกัน รักษา ‘ภูมิแพ้’ เรื้อรัง was last modified: พฤษภาคม 14th, 2017 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์