ยาลดน้ำหนัก อันตรายแค่ไหน?

ยาลดน้ำหนักอันตรายมาก

ยาลดน้ำหนัก ที่ไม่ได้คุณภาพ 

อันตรายแค่ไหนนะ?

ถ้าพูดถึงคำว่า ยาลดน้ำหนัก  เชื่อว่าทุกคนต่างก็รู้จักคำๆนี้เป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ถึงอันตรายของยาลดความอ้วนที่ไม่ได้คุณภาพ

ทั้งๆที่ปัจจุบัน ความรู้เรื่องอันตรายของ ยาลดน้ำหนัก ค่อนข้างจะเป็นที่แพร่หลาย แต่กลับมีคนจำนวนมากยังคงเลือกลดน้ำหนักด้วยการทาน ยาลดน้ำหนักที่ไม่ได้คุณภาพและไม่ผ่าน อย.

อาจเพราะมันง่าย ราคาไม่แพงฯลฯ แต่เชื่อเถอะว่า “ไม่มีอะไรที่ง่าย ถูก แล้วยังได้ผลดีโดยไม่มีผลข้างเคียงอะไร..”

อันตรายของยาลดน้ำหนัก

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ยาลดน้ำหนักจะใช้เพื่อเป็นยารักษาสำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเยอะมากและเริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพ “เท่านั้น” ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยาบางตัวที่ทานนั้น “มีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้”

ยาลดน้ำหนักส่งผลเสียต่อร่างกาย

ส่วนบ้านเราที่เน้นให้ประชาชนพึ่งพาตนเอง เลยไม่ได้คัดกรองสิ่งอันตราย เราจึงต้องมาเรียนรู้กันเองว่า ยาลดน้ำหนัก มีส่วนประกอบของตัวยาที่มีอันตรายต่อร่างกายมากแค่ไหน?

1. กลุ่มยาลดความหิว ยาในกลุ่มนี้บางตัวดัดแปลงมาจากยาบ้า โดยจะออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง เราจึงไม่หิวเพราะระบบประสาทถูกกดเอาไว้ จึงทานน้อยลง

ยากลุ่มนี้เองที่ทำให้เกิดผลข้างเคียงแบบที่เจอบ่อยๆก็คือ กระสับกระส่าย ปวดหัว หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ คลื่นไส้ เบลอ ซึมเศร้า ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันเพิ่ม เหงื่อออก ท้องผูก

อาการแต่ละอย่างจะเห็นเลยว่า มีผลต่อส่วนสำคัญของร่างกายทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสมอง หัวใจ ความดัน ระบบขับถ่าย ที่สำคัญยาในกลุ่มนี้ไม่แนะนำให้ทานติดต่อกันเกิน 12 สัปดาห์ เพราะจะเป็นอันตรายได้

การทานยาลดน้ำหนักติดต่อกันนานๆ ทำให้เกิดอันตรายได้

และยาหลายตัวถูกห้ามจำหน่ายแล้วเนื่องจากทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว แต่เวลาเราได้รับยาจากหมอ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่ายานั้นคือยาอะไร ถ้าบอกว่าไม่ใช่ยาที่ห้ามจำหน่ายเราก็ต้องเชื่อ

พอนึกออกใช่มั๊ยว่า การกินยาลดน้ำหนักแบบไม่ไตร่ตรองให้ดี ก็เท่ากับเอาชีวิตไปเสี่ยง (ยังไม่หมด นี่เพียงแค่กลุ่มแรก)

2. กลุ่มยาเร่งการเผาผลาญ ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทที่ควบคุมการเผาผลาญในร่างกายเรา พอกินเข้าไปแล้วจะไปกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น

ผลข้างเคียงก็คือหัวใจเราจะเต้นผิดจังหวะ น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นซึ่งอาจทำให้ช็อกได้ และผลข้างเคียงระยะยาวก็คือ จะทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น

3. กลุ่มยาขับน้ำ(ขับปัสสาวะ) ยากลุ่มนี้จะทำให้ร่างกายขับน้ำออกจากร่างกายมากขึ้น ฉะนั้นน้ำหนักเราก็จะลดลงเนื่องจากสูญเสียน้ำ แต่เมื่อเราดื่มน้ำ น้ำหนักก็จะกลับมาใหม่

อย่าเอาชีวิตมาเสี่ยงกับยาลดน้ำหนัก

ยาในกลุ่มนี้จะพบว่าผสมอยู่ในยาลดความอ้วนที่ไม่ได้มาตรฐานและขายกันเกลื่อนตามอินเตอร์เน็ต ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ

และสูญเสียเกลือแร่ไปด้วย ทำให้มีอ่อนเพลีย ถ้าใช้นานๆอาจทำให้ไตพิการได้

4. กลุ่มยาที่ช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมัน ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่ระบบทางเดินอาหาร ด้วยการยับยั้งการดูดซึมไขมัน ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลข้างเคียงออกมาให้เห็นมากนัก แต่อาจจะมีอุจจาระที่เป็นเมือกมันๆ

5. กลุ่มยาลดผลข้างเคียง ยาในกลุ่มนี้หมายถึง ยาที่พยายามลดอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับร่างกายเราให้น้อยลง ยกตัวอย่างเช่น หากท้องผูกก็เพิ่มยาระบาย ถ้าซึมเศร้าก็เพิ่มยาลดซึมเศร้า

ความน่ากลัวที่ซ้อนความน่ากลัวก็คือ ยาเหล่านี้มีโอกาสตกค้างในร่างกายได้ แม้ว่าเราหยุดทานไปแล้ว ผลข้างเคียงต่อระบบประสาท หัวใจ ตับ ไต ฯลฯ ก็ยังคงอยู่ในร่างกายเรา

แต่ยังไม่ถึงเวลาแสดงอาการออกมาเท่านั้นเอง พอวันหนึ่งสิ่งที่ตกค้างในร่างกายแสดงผลออกมา โชคดีเราก็แค่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ มะเร็ง ฯลฯ

แต่หากโชคร้ายก็อาจเสียชีวิตได้ เหมือนข่าวที่เคยเห็นๆกันมาเช่น (ขอสงวนชื่อและนามสกุล)

มีผู้เสียชีวิตจากยาลดน้ำหนักจำนวนมาก

  • 16 ธันวาคม 2548 หญิงสาวอายุ 27 ปี เสียชีวิตที่จังหวัดอ่างทอง เพราะทานยาลดน้ำหนัก โดยทานติดต่อกันนาน สุดท้ายหลังจากหยุดทานมาปีกว่าก็เสียชีวิต (ที่มา: ข่าวสด 17 ธันวาคม 2545)
  • 12 ธันวาคม 2548 หนุ่มหัวหน้าสถานีอนามัย อายุ 30 ปี ต้องการลดเพียง 6-7 กิโล ทานยาลดความอ้วนพร้อมเครื่องดื่มบำรุงกำลัง หัวใจวายตายที่จังหวัดราชบุรี (คมชัดลึก:13 ธันวาคม 2548)
  • 8 ธันวาคม 2548 หญิงสาวอายุ 26 ปี ทานยาลดความอ้วนที่จ่ายโดยคลินิกในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จนสูญเสียความจำไปนานถึง 3 ปี (คมชัดลึก:18 ธันวาคม 2548)
  • 20 สิงหาคม 2550 หญิงสาวอายุ 36 ปี ชาวกรุงเทพฯ ทานยาลดน้ำหนัก จนคลุ้มคลั่งขังลูกไว้ในรถ เพราะประสาทหลอนว่าจะมีคนมาทำร้าย (คมชัดลึก:21 สิงหาคม 2550)

ยังมีอีกมากทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว สิ่งเหล่านี้พร้อมจะเกิดขึ้นกับทุกคน โดยเฉพาะคนที่คิดว่าไม่เป็นอะไร ที่คนอื่นทานแล้วไม่เป็นไร ไม่ได้แปลว่าเมื่อเราไปทานแล้วจะไม่เป็นอะไรด้วยนะ

เพราะว่าร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนที่กินยาลดน้ำหนักที่ผลิตอย่างไม่ได้มาตรฐานและความปลอดภัย ก็เหมือนใช้ชีวิตอยู่บนเส้นด้าย ไม่รู้ว่าหวยจะออกที่เราหรือเปล่า..

 มาถึงตรงนี้ คงทำให้หลายคนสามารถตัดสินใจได้แล้วว่า เราควรจะทานยาลดน้ำหนักหรือไม่ แต่ถ้าให้มั่นใจ 1000% มีวิธีหาคำตอบง่ายๆ ก็คือ

ยาลดความอ้วนควรควบคุมโดยแพทย์

1. ให้ถามหมอที่จ่ายยาว่า ถ้าหมออ้วน หมอจะทานยาลดน้ำหนักที่หมอจ่ายให้คนอื่นทานไหม

2. ให้ถามหมออีกว่า ถ้าพ่อแม่ แฟน ลูก ญาติ ของคุณหมออ้วน คุณหมอจะจ่ายยาลดน้ำหนักให้ทานมั๊ย

มั่นใจได้ 1000 % เลยว่า คำตอบทั้ง 2 ข้อก็คือ “ไม่” คำถามคือทำไมหมอถึงไม่ทำแบบนั้น คำตอบคือ เพราะหมอรู้ถึงอันตรายของยาดี แล้วเราจะไปทานทำไม ใครที่กำลังทานอยู่ก็หวังว่าคงได้ข้อคิดบ้าง..

แน่นอนว่าบ้านเราจึงมียาลดน้ำหนักที่น่ากลัวแบบนี้ สามารถปลอมตัวเป็นอาหารเสริมที่วางขายตามร้านค้าทั่วไปโดยที่ผู้ขายและผู้ซื้อต่างก็ไม่รู้ว่า สิ่งที่ซื้อขายกันอยู่ คือยาพิษที่ฆ่าคนได้ เราในฐานะผู้บริโภคจึงต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะซื้ออะไรมาทาน

ยาลดน้ำหนักโยโย่ 100%

อันตรายของยาลดน้ำหนักเป็นเหตุผลหลักที่เราไม่ควรทาน แต่อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งสำคัญพอๆกัน และเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ถึงจะไม่กลัวตาย

เราก็ไม่ควรกินยาลดน้ำหนักอยู่ดีนั่นก็คือ การทานยาลดน้ำหนักนั้น สุดท้ายก็จะเกิดโยโย่อยู่ดี แค่จะช้าหรือเร็วแค่ไหน..

 สาเหตุที่ทำให้เกิดโยโย่ ก็เพราะว่าเวลาที่เราทานยาลดน้ำหนักเราจะทานอาหารน้อยมาก ถ้าไม่เราขาดสารอาหาร (โดยเฉพาะโปรตีน)

ส่งผลให้ร่างกายเราสูญเสียโปรตีน(กล้ามเนื้อ)ไปด้วย ทำให้ร่างกายเผาผลาญน้อยลง (การที่เราสูญเสียกล้ามเนื้อไประหว่างลดน้ำหนักจะทำให้สัดส่วนลดลงไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น และไม่กระชับ)

นอกจากนี้การที่เราทานอาหารที่ได้พลังงานที่น้อยเกินไป ร่างกายเราจะมีการปรับตัวเหมือนสัตว์จำศีล ด้วยการทำให้อวัยวะต่างๆทำงานน้อยลง

ยาลดความอ้วนทำให้เกิดโยโย่ และอ้วนมากขึ้น

ซึ่งจะทำให้ร่างกายของเราเผาผลาญน้อยลง ยิ่งเรากินยาลดน้ำหนักเท่าไหร่ ร่างกายเราก็จะยิ่งเผาผลาญน้อยลงเท่านั้น และยิ่งร่างกายเราเผาผลาญน้อยลงไปเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งลดน้ำหนักยากขึ้นและน้ำหนักเพิ่มง่ายขึ้น…

เช่น ปกติร่างกายเราอาจจะเผาผลาญประมาณ 2000 กิโลแคลอรี่ต/วัน หลังจากกินยาลดน้ำหนักไปซักพักหนึ่ง ระดับการเผาผลาญอาจลดลงเป็น 1200 กิโลแคลอรี่/วัน (หรือต่ำกว่า) และนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะ

จุดเริ่มต้นของโยโย่

คนที่ทานยาลดน้ำหนักเมื่อหยุดยา พอผ่านไปสักพักก็จะกลับมาทานในระดับปกติ (บางคนก็ตบะแตกทันที) ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะได้พลังงานจากอาหารที่เราทานประมาณ 2000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน

แต่ผลจากการทานยาลดน้ำหนัก ทำให้การเผาผลาญของเราลดลงเหลือเพียงวันละ 1200 กิโลแคลอรี่ พลังงานส่วนเกินนี้จะทำให้ร่างกายเราสะสมไขมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้น้ำหนักของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สรุปว่า ใครก็ตามที่ทานยาลดน้ำหนัก เมื่อไหร่ที่กลับมาทานอาหารปกติ น้ำหนักตัวจะกลับมาเพิ่ม(โยโย่) อย่างแน่นอน 100%

ยาลดน้ำหนักไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการดูแลสุขภาพ

ยาหยุด คุมอาหารต่อ ไม่ช่วยอะไร อาจจะยิ่งทำลาย

บางคนอาจจะได้รับการบอกกล่าวว่า มียาหยุดไม่ต้องห่วงเรื่องโยโย่ แต่ความจริงแล้วยาหยุดก็คือยาตัวเดิม แต่มีปริมาณยาน้อยลง เหมือนกินยาพิษที่มีพิษน้อยลง (แต่ต้องทานนานขึ้น)

การทานยาหยุดไม่ได้ทำให้การเผาผลาญที่สูญเสียไปกลับคืนสู่สภาพปกติ ตรงกันข้ามช่วงที่เราทานยาหยุด ก็จะเป็นการเพิ่มช่วงเวลาทำลายการเผาผลาญของเรา จะยิ่งทำให้น้ำหนักตัวเราเพิ่มง่ายขึ้นด้วย

เมื่อหยุดทานยาลดน้ำหนักแล้ว ทำให้อ้วนมากขึ้น

หลายคนอาจจะใช้วิธี พยายามควบคุมอาหารต่อหลังจากหยุดยาแล้ว โดยพยายามทานให้น้อยลง วิธีการนี้เป็นเพียงการชะลอการโยโย่ให้ยืดออกไปเท่านั้น

เพราะว่าการเผาผลาญของร่างกายเราได้สูญเสียไปแล้ว วันใดที่เรากลับมาทานอาหารแบบปกติ น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี

ขณะเดียวกันการพยายามควบคุมต่อ จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารนานขึ้น ทำให้สูญเสียโปรตีน กล้ามเนื้อมากขึ้น ร่างกายเราก็จะยิ่งเผาผลาญน้อยลง น้ำหนักตัวจะกลับมาเพิ่มง่ายขึ้นและลดลงยากขึ้นไปอีก..

เราจะเห็นคนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการทานยาลดน้ำหนัก ผลที่ได้ก็คือการทานครั้งแรก น้ำหนักจะลดลงพร้อมๆกับร่างกายเผาผลาญน้อยลง

หลังจากนั้นพอกลับไปทานอาหารปกติ น้ำหนักตัวก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นมาจนเริ่มจะเท่าเดิมหรืออาจมากกว่าเดิม จนต้องตัดสินใจกลับไปทานยาอีก น้ำหนักก็ลดลงอีกพร้อมๆ กับร่างกายเผาผลาญน้อยลงกว่าเดิม

หลังจากนั้นก็กลับไปใช้ชีวิตปกติจนน้ำหนักเพิ่มแล้วก็กลับไปทานยาอีก วนเวียนแบบนี้จนร่างกายเผาผลาญน้อยมาก ถึงตอนนี้แม้ว่าจะกลับไปกินยาลดน้ำหนักหรือทานอาหารให้น้อยลง น้ำหนักก็ไม่ลดลงแล้ว ไม่ว่าจะทานน้อยแค่ไหนน้ำหนักก็มีแต่เพิ่มๆๆ

การลดน้ำหนักด้วยยาลดน้ำหนัก ทำลายสุขภาพ

ที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การทานยาลดน้ำหนักจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับหัวใจ การลดน้ำหนักแบบนี้ทำให้ร่างกายเรามีโอกาสสูญเสียกล้ามเนื้อหัวใจ (ซึ่งก็คือโปรตีน) ได้เช่นกัน

เมื่อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจมีน้อยลง ก็อาจกลายเป็นข่าวจนได้..

นอกจากนี้ การกินยาลดน้ำหนักจะทำให้ร่างกายเราได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งจะทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ กระดูกพรุน กล้ามเนื้ออ่อนแอ ผิวพรรณไม่สดใส แก่ก่อนวัย

ยาลดน้ำหนักมีอันตราย และยังทำให้โยโย่แน่นอน ไม่ว่าจะราคาถูกแค่ไหนก็ไม่คุ้ม เพราะเราเอาชีวิตไปเสี่ยง และยังต้องอ้วนขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

สรุปว่าหากเราทานยาลดน้ำหนัก ผลลัพธ์ที่ได้จะมีแค่ 4 ทางเท่านั้น คือ ตาย เอ๋อ อ้วน โทรม.. มีแต่เสียกับเสีย

hypro ลดน้ำหนักเสริมโปรตีน หุ่นสวย

ลดหน้าท้อง ลดพุง ลดน้ำหนัก ด้วยอาหารเสริมเอฟโฟร์ F4

กาแฟลดน้ำหนักขายดี ลดความอ้วน Nutrinal Coffee รสอราบิก้า

บทความที่น่าสนใจ

ยาลดน้ำหนัก อันตรายแค่ไหน? was last modified: มิถุนายน 17th, 2018 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์