หน้าเป็นฝ้า กระ ทำไงดี?

วิธีแก้ฝ้า กระ เมื่อ หน้าเป็นฝ้า

หน้าเป็นฝ้า จุดด่างดำเต็มหน้า แก้ได้ด้วย…

ปัญหาที่พบบ่อยและสร้างความหนักใจมากที่สุดเนื่องจากการรักษาที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาอย่างต่อเนื่องสำหรับผิวหน้าของผู้หญิงคือ การเกิดกระ และ หน้าเป็นฝ้า นั่นเอง

กระ และ ฝ้า เกิดจากการที่มีเม็ดสีเมลานิน(Melanin Pigment)สะสมในผิวหนังมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันดังนี้

 กระ

มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็กกว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่ามีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น

ฝ้า

พบบ่อยในสุภาพสตรีที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง ผื่นมักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด เราสามารถแบ่งชนิดของฝ้า ได้เป็น 3 ชนิด คือ

  • ฝ้าแบบตื้น (ฝ้าที่เกิดบริเวณหนังกำพร้า) มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม บริเวณขอบเขตของผื่นจะเห็นชัด ฝ้าชนิดนี้รักษาได้ง่ายเพราะตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนัง
  • ฝ้าแบบลึก (ฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังแท้) ผื่นฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตจะเห็นไม่ชัดเจน เนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในระดับที่ลึกมากขึ้น มีผลทำให้รักษาได้ยากและตอบสนองไม่ดีต่อการรักษา
  • ฝ้าชนิดผสม มีเม็ดสีเมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า

ฝ้าเกิดจาก…

มีหลายปัจจัยร่วมกัน ที่ทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีในชั้นผิวหนัง ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่

  • แสงแดด เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้งเอ และบี รวมทั้งแสง Visible Light เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินในชั้นผิวของเราสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดฝ้า หรือ ทำให้เป็นฝ้าได้มากขึ้น
  • ฮอร์โมน ด้วยอิทธิพลของฮอร์โมน จะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน

หรือได้รับฮอร์โมนจากภายนอกร่างกาย เช่นรับประทานยาคุมกำเนิด การใช้เครื่องสำอางค์บางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ จึงมักพบผู้ที่เป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิด

  • ยา พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายากันชักน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
  • เครื่องสำอางค์ การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางค์อาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ ส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นพวกสารให้กลิ่นหอม หรือสีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางค์
  • พันธุกรรม พบว่า 30-50%ของผู้ที่มีฝ้ามีประวัติเป็นในครอบครัว จึงเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม
  • ภาวะทุพโภชนาการ มักพบผื่นแบบฝ้าในผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติและผู้ที่ขาดวิตามินบี12

สาเหตุของการเกิดฝ้ากระและการรักษา

วิธีลดฝ้า กระ

โดยการรักษามุ่งเน้นหลักสำคัญ 2 ประการ คือ หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้กระหรือฝ้าเป็นมากขึ้น ร่วมกับการพยายามรักษาให้รอยฝ้าจางลง

  • ควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด ความร้อน โดยใช้สิ่งกำบังหรือป้องกัน เช่น ร่ม หมวก ผ้าคลุมหน้า เป็นต้น ดังนั้นควรใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

การเลือกครีมกันแดดจะต้องเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมกับปัญหาของตัวเรา เพื่อที่จะสามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF (Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 30 -50 ขึ้นไป

  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยฝ้าเป็นมากขึ้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่องใส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียดหรือวิตกกังวล เพราะอาจเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน ส่งผลให้ฝ้าเป็นมากขึ้น
  • ควรทดสอบเครื่องสำอางค์ก่อนใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดอาการแพ้ เพราะถ้าแพ้เครื่องสำอางค์แล้วจะเป็นผื่นบวมแดงและเกิดรอยคล้ำตามมาได้
  • ควรระมัดระวังในการเลือกใช้ครีมรักษาฝ้าด้วยตนเองตามท้องตลาด เพราะอาจเจอครีมที่มีส่วนผสมของสารปรอทหรือไฮโดรควิโนน ที่ทำให้ฝ้าจางลงอย่างรวดเร็ว

แต่ส่งผลให้ผิวหน้าบางลง และเมื่อหยุดใช้ฝ้าจะกลับมาเป็นมากขึ้นและเข้มกว่าเดิมจนเป็นฝ้าถาวรได้ ควรเลือกใช้ครีมที่ลดการทำงานของเม็ดสีเมลานินและมีคุณสมบัติทำให้ผิวขาวขึ้น และมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ

  • การรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) เช่น Glutathione,Coenzyme Q10,Vitamin C และ E สารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดต่างๆ สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้
  • การรักษาโดยแพทย์ แบ่งเป็น
    • AHA Treatment เป็นการใช้กรดผลไม้จากธรรมชาติชนิดต่างๆ ช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวหน้าที่เสื่อมให้ลอกหลุดออกไปเร็วขึ้น และกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่เจริญขึ้นมาแทนที่ ส่งผลให้ผิวหน้าดูขาวกระจ่างสดใสขึ้น
    • Iontophoresis เป็นเทคนิคการส่งผ่านตัวยาหรือสารออกฤทธิ์เข้าไปที่ชั้นผิว โดยใช้กระแสไฟฟ้าตรงเป็นตัวผลักไอออน โดยอาศัยหลักการที่ประจุไฟฟ้าเหมือนกันจะผลักกัน ประจุไฟฟ้าต่างกันจะดึงดูดกัน ก็จะทำให้สารถูกผลักเข้าผิวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับการทาครีม ส่งผลให้ผิวหน้าขาวเนียนสดใสได้รวดเร็วขึ้น
    • IPL (Intense Pulsed Light) เป็นการใช้แสงความเข้มสูง ที่กรองผ่านฟิลเตอร์แล้วได้ความยาวคลื่นที่ 535 และ 615 นาโนเมตร โดยพลังงานของแสงจะทำให้เม็ดสีที่อยู่ในชั้นผิวดูดซึมพลังงานแสงเข้าไปแล้วแตกออก ทำให้รอยฝ้าจางลงได้ โดยทั่วไปจะต้องทำต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง
    • Nd – Yag Laser จะมี 2 ชนิด คือ Q-switched Nd-Yag laser ใช้ทำลายม็ดสีที่ผิดปกติเช่น กระลึก รอยสัก ริมฝีปากคล้ำ และ Long Pulsed Nd-Yag Laser ซึ่งเป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมาก จะช่วยทำให้ฝ้าจางลง สีผิวดูเรียบเนียนและสดใสเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปต้องทำสัปดาห์ละครั้ง และควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ครั้ง แล้วค่อยเว้นระยะห่างเป็นเดือนละครั้ง
    • Fraxel Laser เป็นการใช้ Laser ที่ปล่อยพลังงานความร้อนออกมาเป็นจุดเล็กๆในระดับซุปเปอร์จิ๋ว แต่ละจุดมีความกว้างประมาณ 50-70 ไมครอน และทะลวงลึกเข้าไปในผิวประมาณ 400-700 ไมครอน ส่งผลให้รอยฝ้าและกระจางลงได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วยทำให้หลุมแผลเป็นต่างๆเรียบเนียนขึ้น ควรทำ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง และทำต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง

แม้ปัญหา หน้าเป็นฝ้า และ กระ จะสร้างความหนักใจให้กับผู้หญิงเป็นอย่างมาก แต่การรักษาก็ควรเลือกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการเลือกใช้ครีมรักษาฝ้า

ไม่ควรเลือกซื้อครีมที่ไม่ทราบที่มาที่ไปหรือตามท้องตลาด เพราะอาจเจอกับสารไฮโดรควิโนนได้ เรียกว่าจะยิ่งสร้างปัญหาฝ้าให้เป็นหนักยิ่งกว่าเดิมและยากต่อการรักษา

ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าและกระขึ้นบนใบหน้าด้วยการป้องกันแสงแดด ร่วมกับการใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพื่อลดปัญหายุ่งยากใจในการรักษาฝ้าและค่ารักษาที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคต

เซรั่มวิตามินซี 3c intensive วิธีลดฝ้า กระ

>> เซรั่มวิตามินซี 3C intensive ลดฝ้า <<
>> โลชั่นกันแดดทาตัว SUNCARE <<

กดเพื่อแอดไลน์ line id : s7514

หน้าเป็นฝ้า กระ ทำไงดี? was last modified: ธันวาคม 2nd, 2016 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์