‘หน้าเป็นฝ้า’ แก้ได้ด้วยสมุนไพรว่านหางจระเข้

หน้าเป็นฝ้า วิธีรักษาฝ้าด้วยสมุนไพรว่านหางจระเข้

รักษา ‘หน้าเป็นฝ้า’ ด้วยพืชสมุนไพรธรรมชาติ

คงเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับคุณผู้หญิงกันเลยทีเดียว เมื่ออยู่ดีๆก็เกิด ฝ้า กระ ขึ้นมาบนใบหน้า เพราะการรักษาเพื่อแก้ ฝ้า กระ จะต้องใช้ระยะเวลาอย่างต่อเนื่องและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

แต่รู้หรือไม่ว่า เราสามารถรักษาฝ้าด้วยสมุนไพรที่ใครๆก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี นั่นก็คือ ว่านหางจระเข้ ซึ่งถือเป็นพืชสมุนไพรที่ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ

แม้ว่า กระ และ ฝ้า จะเกิดจากการที่ผิวหนังมีเม็ดสีเมลานิน(Melanin Pigment)สะสมมากผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลเป็นรอยคล้ำ แต่ต่างก็มีลักษณะความแตกต่างกัน

ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจในเรื่อง ฝ้า กระ เสียก่อน เพื่อที่จะสามารถแบ่งประเภทของฝ้าและกระ ตามระดับสีน้ำตาลบนใบหน้าที่จะบ่งบอกว่าฝ้าและกระในระดับไหนที่เราสามารถใช้ว่านหางจระเข้ในการรักษา หน้าเป็นฝ้า ได้

กระ คืออะไร?

วิธีรักษากระ หน้าเป็นฝ้า

กระ คือ จุดสีน้ำตาล ขนาดมักเล็กกว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่ามีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย เริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น

ฝ้า คืออะไร?

ฝ้า คือ ผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง มักพบบ่อยในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป และผื่นสีน้ำตาลนี้จะยิ่งคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด โดยเราสามารถแบ่งชนิดของฝ้า ได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

1. ฝ้าแบบตื้น (ฝ้าที่เกิดบริเวณหนังกำพร้า)

มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาลเข้ม บริเวณขอบเขตของผื่นจะเห็นชัด ฝ้าชนิดนี้รักษาได้ง่ายเพราะตอบสนองดีต่อการรักษาเนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ไม่ลึกในผิวหนัง

หน้าเป็นฝ้าแบบตื้นรักษาได้ด้วยเจลว่านหางจระเข้

**ซึ่งฝ้าระดับนี้ สามารถใช้ว่านหางจระเข้ในการรักษาฝ้า เพื่อลดฝ้าบนผิวหน้าให้ดูจางลงได้**

2. ฝ้าแบบลึก (ฝ้าที่อยู่ในชั้นหนังแท้)

ผื่นฝ้าจะเป็นสีน้ำตาลผสมสีเทาเข้ม ขอบเขตจะเห็นไม่ชัดเจน เนื่องจากเม็ดสีเมลานินอยู่ในระดับที่ลึกมากขึ้น มีผลทำให้รักษาได้ยากและตอบสนองไม่ดีต่อการรักษา

หน้าเป็นฝ้าแบบลึก รักษาค่อนข้างยาก

3. ฝ้าชนิดผสม

มีเม็ดสีเมลานินสะสมมากผิดปกติทั้งในชั้นหนังแท้และหนังกำพร้า

ฝ้าเกิดจาก…

มีหลายปัจจัยร่วมกัน ที่ทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีในชั้นผิวหนัง ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่

  • แสงแดด เชื่อว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้งเอ และบี รวมทั้งแสง Visible Light เป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดสีเมลานินในชั้นผิวของเราสร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดฝ้า หรือ ทำให้เป็นฝ้าได้มากขึ้น

แสงแดดส่งผลต่อการเป็นฝ้ากระ

  • ฮอร์โมน ด้วยอิทธิพลของฮอร์โมน จะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น การตั้งครรภ์ วัยหมดประจำเดือน

หรือได้รับฮอร์โมนจากภายนอกร่างกาย เช่นรับประทานยาคุมกำเนิด การใช้เครื่องสำอางค์บางชนิดที่มีฮอร์โมนผสมอยู่ จึงมักพบผู้ที่เป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์ หรือ รับประทานยาคุมกำเนิด

  • ยา พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายากันชักน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
  • เครื่องสำอางค์ การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอางค์อาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ ส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นพวกสารให้กลิ่นหอม หรือสีที่ผสมอยู่ในเครื่องสำอางค์
  • พันธุกรรม พบว่า 30-50%ของผู้ที่มีฝ้ามีประวัติเป็นในครอบครัว จึงเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทางพันธุกรรม
  • ภาวะทุพโภชนาการ มักพบผื่นแบบฝ้าในผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติและผู้ที่ขาดวิตามินบี12

 

วิธีรักษาฝ้ากระ

ในการรักษาฝ้ากระนั้นจะแบ่งออกเป็น 1) การหลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่ทำให้เกิดการกระตุ้นให้กระและฝ้าเป็นมากยิ่งขึ้น กับ 2) การรักษาโดยแพทย์ เพื่อรักษาให้รอยฝ้ากระจางลง

1. การรักษาโดยแพทย์

แบ่งเป็น

  • AHA Treatment เป็นการใช้กรดผลไม้จากธรรมชาติชนิดต่างๆ ช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวหน้าที่เสื่อมให้ลอกหลุดออกไปเร็วขึ้น และกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่เจริญขึ้นมาแทนที่ ส่งผลให้ผิวหน้าดูขาวกระจ่างสดใสขึ้น
  • Iontophoresis เป็นเทคนิคการส่งผ่านตัวยาหรือสารออกฤทธิ์เข้าไปที่ชั้นผิว โดยใช้กระแสไฟฟ้าตรงเป็นตัวผลักไอออน โดยอาศัยหลักการที่ประจุไฟฟ้าเหมือนกันจะผลักกัน ประจุไฟฟ้าต่างกันจะดึงดูดกัน

ก็จะทำให้สารถูกผลักเข้าผิวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับการทาครีม ส่งผลให้ผิวหน้าขาวเนียนสดใสได้รวดเร็วขึ้น

  • IPL (Intense Pulsed Light) เป็นการใช้แสงความเข้มสูง ที่กรองผ่านฟิลเตอร์แล้วได้ความยาวคลื่นที่ 535 และ 615 นาโนเมตร โดยพลังงานของแสงจะทำให้เม็ดสีที่อยู่ในชั้นผิวดูดซึมพลังงานแสงเข้าไปแล้วแตกออก

ทำให้รอยฝ้าจางลงได้ โดยทั่วไปจะต้องทำต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง

ลดฝ้ากระด้วย Laser Treatments

  • Nd – Yag Laser จะมี 2 ชนิด คือ Q-switched Nd-Yag laser ใช้ทำลายม็ดสีที่ผิดปกติเช่น กระลึก รอยสัก ริมฝีปากคล้ำ และ Long Pulsed Nd-Yag Laser ซึ่งเป็นชนิดที่ได้รับความนิยมมาก

จะช่วยทำให้ฝ้าจางลง สีผิวดูเรียบเนียนและสดใสเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปต้องทำสัปดาห์ละครั้ง และควรทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ครั้ง แล้วค่อยเว้นระยะห่างเป็นเดือนละครั้ง

  • Fraxel Laser เป็นการใช้ Laser ที่ปล่อยพลังงานความร้อนออกมาเป็นจุดเล็กๆในระดับซุปเปอร์จิ๋ว แต่ละจุดมีความกว้างประมาณ 50-70 ไมครอน และทะลวงลึกเข้าไปในผิวประมาณ 400-700 ไมครอน

ส่งผลให้รอยฝ้าและกระจางลงได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงช่วยทำให้หลุมแผลเป็นต่างๆเรียบเนียนขึ้น ควรทำ 2-4 สัปดาห์ต่อครั้ง และทำต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง

2. การหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้หน้าเป็นฝ้ากระ

  • ควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด ความร้อน โดยใช้สิ่งกำบังหรือป้องกัน เช่น ร่ม หมวก ผ้าคลุมหน้า เป็นต้น ดังนั้นควรใช้ครีมกันแดดอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

การเลือกครีมกันแดดจะต้องเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมกับปัญหาของตัวเรา เพื่อที่จะสามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สำหรับค่า SPF (Sun Protection Factor) ควรมีค่าประมาณ 30 -50 ขึ้นไป

  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิด หรือยาอื่นๆ ที่อาจทำให้รอยฝ้าเป็นมากขึ้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่องใส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่เครียดหรือวิตกกังวล เพราะอาจเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมน ส่งผลให้ฝ้าเป็นมากขึ้น

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

  • ควรทดสอบเครื่องสำอางค์ก่อนใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดอาการแพ้ เพราะถ้าแพ้เครื่องสำอางค์แล้วจะเป็นผื่นบวมแดงและเกิดรอยคล้ำตามมาได้
  • ควรระมัดระวังในการเลือกใช้ครีมรักษาฝ้าด้วยตนเองตามท้องตลาด เพราะอาจเจอครีมที่มีส่วนผสมของสารปรอทหรือไฮโดรควิโนน ที่ทำให้ฝ้าจางลงอย่างรวดเร็ว

แต่ส่งผลให้ผิวหน้าบางลง และเมื่อหยุดใช้ฝ้าจะกลับมาเป็นมากขึ้นและเข้มกว่าเดิมจนเป็นฝ้าถาวรได้ ควรเลือกใช้ครีมที่ลดการทำงานของเม็ดสีเมลานินและมีคุณสมบัติทำให้ผิวขาวขึ้น และมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ

  • การรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) เช่น Glutathione,Coenzyme Q10,Vitamin C และ E สารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ชนิดต่างๆ สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้

แม้ปัญหา หน้าเป็นฝ้า และ กระ จะสร้างความหนักใจให้กับผู้หญิงเป็นอย่างมาก แต่การรักษาก็ควรเลือกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการเลือกใช้ครีมรักษาฝ้า

ไม่ควรเลือกซื้อครีมที่ไม่ทราบที่มาที่ไปหรือตามท้องตลาด เพราะอาจเจอกับสารไฮโดรควิโนนได้ เรียกว่าจะยิ่งสร้างปัญหาฝ้าให้เป็นหนักยิ่งกว่าเดิมและยากต่อการรักษา

ซึ่งเราขอแนะนำวิธีแก้ฝ้าและกระด้วยพืชสมุนไพรรักษาฝ้าที่ปลอดภัยและอ่อนโยนต่อผิวหน้าอย่าง ‘เจลว่านหางจระเข้ S Vera With Q10′ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษที่ดีต่อคนที่มีปัญหา ‘หน้าเป็นฝ้า’ ได้เป็นอย่างดี ดังนี้

เจลว่านหางจระเข้ S Vera หน้าเป็นฝ้า แก้ฝ้า หน้าขาวใส

1) เป็นว่านหางจระเข้สายพันธุ์ “Aloe Barbadensis Mill” ซึ่งถือว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดีที่สุดในการดูแลผิวพรรณ

2) ด้วยวุ้นของว่านหางจระเข้ช่วยป้องกันและรักษาผิวหนังหลังถูกแดดเผา และต้านกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้ลดการเกิดผื่นสีน้ำตาลคล้ำบนใบหน้า

3) สารไกลโคโปรตีน (Glycoprotein) จะช่วยลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวพรรณ เต่งตึง นุ่มนวล

4) มีสารต้านอนุมูลอิสระ Coenzyme Q10 ที่ช่วยลดริ้วรอยและความหมองคล้ำที่เกิดจากแสงแดดไม่ว่าจะเป็นรังสี UVA หรือ UVB

5) ไม่มีแอลกอฮอล์และไม่ใส่สี ทำให้อ่อนโยนและเหมาะกับคนที่ผิวหน้าแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย

เจลว่านหางจระเข้ รักษาฝ้า ครีมลดฝ้า

รายละเอียดสินค้า

  • ขนาด 75 มล.

ราคา

  • 180 บาท (สั่ง 1 หลอดมีค่าจัดส่ง 50 บาท สั่งตั้งแต่ 2 หลอดขึ้นไป จัดส่งฟรี EMS )

สนใจสั่งซื้อ

แอดไลน์เพื่อสั่งสินค้าที่ Line ID: s7514

ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าและกระขึ้นบนใบหน้าด้วยการป้องกันแสงแดด ร่วมกับการใช้ครีมลดฝ้าที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

เพื่อลดปัญหายุ่งยากใจในการรักษาฝ้าและค่ารักษาที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคต

บทความที่น่าสนใจ

‘หน้าเป็นฝ้า’ แก้ได้ด้วยสมุนไพรว่านหางจระเข้ was last modified: กันยายน 12th, 2017 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์