ทำไมทา ‘เจลว่านหางจระเข้’ แล้วรู้สึก ‘แสบหน้า’

ผิวหน้าติดสารสเตียรอยด์ ทำให้แสบหน้าเมื่อทำเจลว่านหางจระเข้

คำตอบ : ผิวหน้าปกติเมื่อทาเจลว่านหางจระเข้ S Vera Aloe Vera Gel แล้วจะไม่มีอาการ แสบหน้า หรือร้อนผ่าวบนผิวหน้า

เพราะเจลว่านหางจระเข้ตัวนี้ไม่มีแอลกอฮอล์และไม่ใส่สี ดังนั้นจึงไม่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองต่อผิวหน้า

แต่หากทาเจลว่านหางจระเข้แล้วเกิดอาการแสบร้อนบนผิวหน้า แสดงว่าผิวหน้ามีการตกค้างของสารสเตียรอยด์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาจากครีมไร้คุณภาพที่โฆษณาว่าผิวขาวใส หน้าใสไร้สิว ภายใน 3-5 วัน

โดยที่ครีมทาผิวหน้าพวกนี้จะไม่มี อย. และมีกระบวนการผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งยังผสมสารสเตียรอยด์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ หน้าใสไร้สิว อย่างรวดเร็ว แต่เกิดผลเสียและเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้ใช้ครีม)

หลายคนมีการใช้ครีมผสมสเตียรอยด์ซ้ำหลายครั้งและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนผิวหน้าเกิดการติดสารสเตียรอยด์ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อผิวหน้าเป็นอย่างมาก

โดยเริ่มแรกที่ใช้ครีมผสมสเตียรอยด์ ผิวหน้าจะขาวใสและสิวจะยุบอย่างรวดเร็ว (แต่สิวเหล่านั้นจะไม่ได้หายไปไหน หากแต่ สเตียรอยด์ ไปกดสิวเอาไว้ให้อยู่ภายใต้ผิวหนัง รอวันประทุออกมา)

พอใช้ไปได้สักระยะนึง ผิวหน้าจะเกิดการดื้อสาร’สเตียรอยด์’ นั่นคือ การใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์ในปริมาณเดิมก็ไม่สามารถทำให้หน้า’ขาวใสไร้สิว‘ได้เหมือนเดิม และเมื่อหยุดใช้ครีมดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายต่อผิวหน้าเป็นอย่างมาก

นั่นคือ จะเกิดการประทุของสิวที่ถูกกดเอาไว้ สิวจำนวนมากมายจะถูกดันออกมา จนเห่อเต็มผิวหน้า มีลักษณะบวมแดง อุดตัน เม็ดใหญ่และเป็นหนอง(เรียกว่า สิวอุดตันขั้นรุนแรง หรือ สิวสเตียรอยด์ )

สุดท้ายใบหน้าก็จะดูแย่มากและเกิดรอยแผลเป็นจากสิวเป็นจำนวนมาก(บางคนรับไม่ได้กับสภาพผิวหน้าที่แย่แบบนี้ จนกลับไปใช้ครีมผสมสเตียรอยด์แบบนี้อีก เพื่อ‘รักษาสิว’และกดให้สิวลงไปซ่อนภายใต้ผิวหน้าอีกครั้ง)ผิวหน้าที่ติดสารสเตียรอยด์ ทำให้เป็น สิวอุดตัน สิวผด จำนวนมาก

การที่ผิวติดสารสเตียรอยด์จะส่งผลร้ายต่อสุขภาพของผู้ใช้เป็นอย่างมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์ และผลข้างเคียงของครีมดังกล่าวที่ทำให้หลายคนเมื่อหลงกลเข้าไปใช้แล้วไม่สามารถหลุดออกมาจากวังวนดังกล่าวได้

ก็คือ จะไม่สามารถใช้ครีมตัวอื่นได้เลย นอกจากครีมนั้นจะมี สเตียรอยด์ ผสมอยู่ด้วย เมื่อใดที่ใช้ครีมตัวอื่น(ที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารสเตียรอยด์)

จะเกิดอาการแสบร้อนบนผิวหน้าและรู้สึก แสบหน้า เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นผิวหน้าก็จะมี สิวผุด และเห่อออกมาจำนวนมาก

ดังนั้นหากผิวหน้าของเราเกิดการติดสารสเตียรอยด์แล้ว ก็ควรเลิกใช้ครีมดังกล่าวทันที อดทนและหักห้ามใจให้มากเมื่อต้องเผชิญกับภาวะสิวเห่อเต็มหน้า (มีลักษณะเป็น สิวอุดตัน และ สิวอักเสบ ขึ้นเป็นจำนวนมาก)

ในระยะเยียวยาผิวหน้านี้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนต่อผิวหน้าในการทำความสะอาดหน้า(ไม่ผสมน้ำหอมและแอลอกอฮอล์ได้ยิ่งดี เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคืองผิวหน้า) เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ มีส่วนผสมของสารเคมีน้อย เพื่อฟื้นฟูผิวหน้าให้ดีขึ้นเจลว่านหางจระเข้ S vera ช่วยบรรเทาอาการแสบหน้าจากสเตียรอยด์

และด้วยผิวหน้าที่บางลงเพราะ สเตียรอยด์ เราควรใช้ครีมกันแดดในการปกป้องผิวหน้าของเราจากแสงแดดให้ดี แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดสูตรไร้น้ำมันและไม่หนืดข้น เพื่อปกป้องและลดการอักเสบของผิวหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นจากแสงแดดได้

ดังนั้นด้วยสรรพคุณในการฟื้นฟูผิวหน้า ,ไม่ผสมแอลกอฮอล์,ไม่ใส่สี และด้วยเนื้อว่านหางจระเข้แบบเต็มคุณภาพของเจลว่านหางจระเข้ S Vera Gel จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาผิวติดสารสเตียรอยด์เป็นอย่างมาก

หากช่วงแรกๆที่ทาเจลว่านหางจระเข้แล้วเกิดอาการแสบร้อนบนผิวหน้า ให้ทาเจลในปริมาณบางๆติดต่อกันหลังล้างหน้าเช้า-เย็น เป็นระยะเวลา 3-5 วัน ผิวหน้าก็จะดีขึ้นและอาการแสบร้อนก็จะหมดไป ผิวจะนุ่ม ชุ่มชื้นและเนียนขึ้น

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องหยุดและเลิกใช้ครีมผสมสารสเตียรอยด์อย่างเด็ดขาด เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและผิวหน้าที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เจลว่านหางจระเข้ สำหรับคนผิวบอบบางแพ้ง่าย แสบหน้า

>> รายละเอียด : เจลว่านหางจระเข้ S Vera <<
>> รีวิวสินค้า : เจลว่านหางจระเข้ (S Vera Gel) <<

click เพื่อแอดไลน์ s7514

ทำไมทา ‘เจลว่านหางจระเข้’ แล้วรู้สึก ‘แสบหน้า’ was last modified: เมษายน 6th, 2017 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์