10 วิธีรักษา “โรค SLE” ไม่ให้กำเริบ

10 วิธีรักษาและควบคุม โรค SLE ไม่ให้กำเริบ

วิธีควบคุม

‘โรค SLE’

ไม่ให้กำเริบ

การรักษาโรคเอสแอลอี SLE (Systemic Lupus Erythematosus) จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับตัวโรคของผู้ป่วย

เนื่องจากโรคนี้มีอาการแสดงได้หลากหลายและมีความรุนแรงของโรคตั้งแต่น้อยจนถึงมาก

โรค SLE คืออะไร

โรคเอสแอลอี หรือ โรคลูปัส คือ กลุ่มโรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายของเราเอง โดยระบบภูมิคุ้มกันได้เกิดการต่อต้าน

หรือทำลายเนื้อเยื่อและเซลล์ต่างๆของร่างกายตนเอง แทนที่จะต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกร่างกาย

โรค SLE เกิดจากอะไร

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยทางด้านพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัส การตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเพศหญิง และปัจจัยจากภาวะแวดล้อม เช่น แสงแดด ยาหรือสารเคมี

มีบทบาทร่วมกันในการก่อให้เกิดโรคเอสแอลอี ที่น่าสนใจคือ พบว่าเพศหญิงมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 9 เท่า ส่วนมากจะพบในช่วงอายุ 20-45 ปี

อาการโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)

เนื่องจากการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอสแอลอี จะต้องตรวจพบว่าผู้ป่วยมีอาการแสดงหลายอาการร่วมกัน รวมถึงการตรวจเลือดแล้วพบมีแอนติบอดี้ต่อส่วนประกอบในนิวเคลียสของเซลล์ (Antinuclear Antibody : ANA) ในเลือด

ซึ่งความรุนแรงของโรคในแต่ละคนไม่เท่ากัน โดยมีผลต่ออวัยวะได้หลายอวัยวะและมีอาการแสดงออกหลายอาการร่วมกัน ดังต่อไปนี้

อาการของโรค SLE แพ้ภูมิตัวเอง

  • อาการทั่วไป : มีไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด
  • อาการทางข้อ : ปวดข้อ ข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
  • อาการทางผิวหนัง : ผื่นที่หน้าบริเวณสันจมูกและโหนกแก้ม คล้ายรูปผีเสื้อ แพ้แสงแดด
  • อาการทางระบบประสาท  : ชัก หรือมีอาการทางจิตเวช
  • อาการทางเลือด : ซีด เกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ
  • อาการทางไต : ไตรั่ว ไตวาย
  • อาการทางหัวใจ : เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร : คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง

การรักษาโรค SLE

การรักษาสำหรับผู้ป่วย โรค SLE ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่มีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละคน การรักษาจึงมีหลากหลายระดับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ว่ามีอาการมากน้อยเพียงใด

อวัยวะใดบ้างที่มีความผิดปกติ และอาการเหล่านั้นส่งผลรบกวนการใชัชีวิตประจำวันของผู้ป่วยมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นการวางแผนในการรักษาในแต่ละคนจึงอาจมีความแตกต่างกัน

การรักษาโรค sle เอสแอลอี

และเมื่อรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว บางครั้งก็อาจกลับมาเป็นมากขึ้นอีก บางคนที่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคแพ้ภูมิตัวเองอย่างรุนแรง ก็อาจจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ปัจจุบันแพทย์จะเลือกใช้วิธีในการรักษา ดังนี้

1. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือยากลุ่ม NSAIDs

เป็นยาต้านการอักเสบ เช่น Naproxen , lbuprofen โดยจะช่วยลดการอักเสบของข้อ หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อาจจะมีผลข้างเคียงในการทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร

เป็นพิษต่อไตและเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้

2. ยารักษาโรคมาลาเรีย

ยากลุ่มนี้สามารถลดอาการของโรค SLE ได้ และยังช่วยป้องกันการกำเริบของโรคได้ เช่น Hydroxychloroquine (Plaquenil) แต่ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงที่ส่งผลต่อการมองเห็นและเกิดภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

3. ยาสเตียรอยด์

วิธีนี้จะช่วยให้อาการที่รุนแรงหรือเสี่ยงต่อชีวิตดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความที่ต้องใช้ในปริมาณที่สูง ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาได้มากเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อ ความดันโลหิตสูง กระดูกพรุน อารมณ์แปรปรวน ดังนั้นเพื่อที่จะลดผลข้างเคียงจากยา แพทย์จึงพยายามให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ในปริมาณที่น้อยที่สุด

steroid ยาสเตียรอยด์ รักษาโรค sle

แต่ยังสามารถควบคุมโรคได้และเมื่ออาการดีขึ้นก็จะค่อยๆปรับลดปริมาณยาลง

4. ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressive Drugs)

ยากลุ่มนี้จะควบคุมอาการที่รุนแรงให้สงบลง แต่ก็อาจจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงได้เช่นกัน ยากลุ่มนี้จะมีทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีด โดยมักจะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

ผลข้างเคียงที่อาจจะพบได้คือ ความเสี่ยงในการติดเชื้อ เกิดพิษในตับ มีบุตรยาก และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น

10 วิธีควบคุมอาการโรค SLE

การดูแลตัวเองและใช้ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องของผู้ป่วย จะช่วยควบคุมโรคให้เข้าสู่ระยะสงบและลดการกำเริบของอาการรุนแรงได้ดีขึ้น จนทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีิวิตได้อย่างคนปกติ ซึ่งมีวิธีดังต่อไปนี้

1) พักผ่อนให้เพียงพอ

ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีอาการอ่อนเพลียตลอดเวลา การพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการนอนดึก หลับงีบสั้นๆในช่วงกลางวันให้บ่อยครั้งหากสามารถทำได้

2) หลีกเลี่ยงแสงแดด

เนื่องจากรังสี UV สามารถกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ดังนั้นจึงควรใส่เสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันแสงแดด เช่น หมวก เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว

หลีกเลี่ยงแสงแดด ป้องกัน โรค sle กำเริบ

และทาครีมกันแดดอย่างน้อย 15-30 นาทีก่อนออกไปเจอแสงแดด ช่วงเวลาที่ควรระวังมากที่สุดคือ ระหว่าง 10.00 – 16.00 น.

3) ออกกำลังกายเป็นประจำ

การออกกำลังกายจะช่วยให้ผ่อนคลาย ทำให้ภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ป้องกันภาวะซึมเศร้าและทำให้สุขภาพทั่วไปดีขึ้น

โดยพยายามออกำลังกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แนะนำให้ออกกำลังกายให้ได้ 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 4-5 วันต่อสัปดาห์

4) งดสูบบุหรี่

การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ และทำให้อาการของโรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดแย่ลงได้

5) ลดภาวะเครียด

ควบคุมโรคเอสแอลอีด้วยความไม่เครียด ผ่อนคลาย

พยายามฝึกจิตใจให้ปล่อยวาง ฝึกนั่งสมาธิ ทำให้ยอมรับกับโรค ให้เชื่อมั่นว่าสามารถควบคุมโรคไม่ให้กำเริบได้

6) ไม่ตั้งครรภ์ขณะโรคกำเริบ

โรค SLE กับการตั้งครรภ์ ถือว่าเป็นของไม่ถูกกัน โดยสุภาพสตรีควรป้องกันการตั้งครรภ์ขณะโรคยังไม่สงบ และหลีกเลี่ยงการคุมกำเนิดแบบวิธีใส่ห่วง เพราะจะมีโอกาสติดเชื้อได้สูงกว่าปกติ

และเมื่อโรคอยู่ในระยะสงบก็สามารถตั้งครรภ์ได้ แต่ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

7) หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด

เนื่องจากสถานที่แออัดมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงและไม่เข้าใกล้ผู้ที่กำลังเป็นโรคติดเชื้อ เช่น ไข้หวัด เพราะมีโอกาสติดเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่าย

8) ถ้ามีการติดเชื้อให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

ถ้ามีอาการแสดงที่บ่งชีว่ามีการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง หนาวสั่น มีฝีตุ่มหนองตามผิวหนัง ไอมีเสมหะเหลืองเขียว ปัสสาวะแสบขัด ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

และหากกินยากดภูมิคุ้มกันอยู่ ให้หยุดยานี้ชั่วคราวในระหว่างที่มีการติดเชื้อ

 9) ป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ

ถ้ามีการทำฟันหรือถอนฟัน ให้กินยาปฏิชีวนะก่อนและหลังทำฟัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ

10) พบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ขาดนัด เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด และถ้ามีอาการผิดปกติซึ่งเกิดจากอาการของโรคกำเริบ ให้รีบไปพบแพทย์ก่อนนัด เช่น มีอาการไข้ เป็นๆหายๆ

อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ตัวบวม ผมร่วง ปัสสาวะแสบขัด ปวดข้อ เป็นต้น

อาหารเสริมสำหรับผู้ป่วย SLE

นอกจากการปฏิบัติตัวและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้องแล้ว การเลือกทานอาหารเสริมบางชนิดก็สามารถควบคุมอาการของ โรค SLE ไม่ให้กำเริบขึ้นได้

อาหารเสริมรักษาโรค sle ช่วยควบคุมอาการไม่ให้กำเริบ

เนื่องจากโรคเอสแอลอี หรือ โรคแพ้ภูมิตัวเอง เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานที่ผิดปกติและการอักเสบในร่างกายในหลายอวัยวะด้วยกัน

ดังนั้นการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทานและลดการอักเสบ

จะช่วยควบคุมอาการของโรคให้ดีขึ้นได้ ซึ่งอาหารเสริมที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเอสแอลอี มีดังต่อไปนี้

  • น้ำว่านหางจระเข้ S Vera Plus

มีคุณสมบัติเด่นชัดในเรื่องการลดการอักเสบและการต้านการอักเสบภายในร่างกาย เช่น เวลาเกิดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เราสามารถใช้เจลว่านหางจระเข้ทาเพื่อให้แผลหายได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้นน้ำว่านหางจระเข้จึงช่วยลดการอักเสบในอวัยวะต่างๆของผู้ป่วย SLE ได้เป็นอย่างดี ทำให้ลดการทานยาต้านการอักเสบหรือยาในกลุ่มสเตียรอยด์ให้น้อยลง

ลดผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้ยาในกลุ่มนี้น้อยลง นอกจากนี้น้ำว่านหางจระเข้ยังมีคุณสมบัติช่วยเสริมภูมิต้านทาน ป้องกันการติดเชื้อ จึงสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของผู้ป่วยเอสแอลอี

และยังมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อได้อีกด้วย

น้ำว่านหางจระเข้ เพื่อบำรุงร่างกาย เพิ่มภูมิต้านทาน

ราคา : ขวดละ 1,100 บาท (จัดส่งฟรี)

ขนาด : 750 ml

รายละเอียดสินค้า : https://goo.gl/w814GX

  • น้ำเอนไซม์ S.O.D

เมื่อภูมิต้านทานของตัวเองเกิดการต่อต้านเซลล์ในร่างกายด้วยกันเอง จึงทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง

น้ำเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ S.O.D มีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายในระดับ DNA

ทำให้เซลล์กลับมาแข็งแรงขึ้น อวัยวะต่างๆจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ป่วยเอสแอลอี

อาหารเสริมเอสโอดี S.O.D ฟื้นฟูเซลล์ระดับเซลล์

 ราคา : ขวดละ 2,290 บาท (จัดส่งฟรี)

ขนาด : 600 ml

รายละเอียดสินค้า : https://goo.gl/bgUrSY

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนูทริก้า Nutriga

มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องการเสริมภูมิต้านทานจากสารประกอบถึง 9 ชนิด เช่น เบต้ากลูแคน ถั่งเช่า โสมเกาหลี เป็นต้น

ทำให้ภูมิต้านทานของผู้ป่วยเอสแอลอีที่เคยบกพร่อง มาต่อต้านเซลล์ในร่างกายตัวเองมีความเสถียรขึ้น

เมื่อภูมิต้านทานแข็งแรงขึ้นก็ค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ ไม่ไปทำลายเซลล์ในร่างกายตัวเองอีกต่อไป การอักเสบในอวัยวะต่างๆของร่างกายก็ลดน้อยลง ทำให้อาการต่างๆของโรค SLE ดีขึ้นได้

อาหารเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เบต้ากลูแคน Nutriga

 ราคา : กล่องละ 1,450 บาท (จัดส่งฟรี)

ขนาด : 30 เม็ด

รายละเอียดสินค้า : https://goo.gl/eMN5yS

แม้โรคนี้จะสร้างปัญหาและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก แต่การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการจะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากโรคหรือเกิดความพิการน้อยลง

และที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และการใช้ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้โรคเข้าสู่ระยะสงบได้ ทำให้ผู้ป่วยโรค SLE สามารถดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปได้

แอดไลน์เพื่อสั่งสินค้าที่ Line ID: s7514

บทความที่น่าสนใจ >>

10 วิธีรักษา “โรค SLE” ไม่ให้กำเริบ was last modified: สิงหาคม 31st, 2017 by admin

เว็บไซต์นี้ มิใช่ เว็บไซต์บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด จัดทำโดย นายศุภโชค ศิริเลิศไชยยันต์