FAQ, Nutrition-Information

ไม่อยากตกเป็นเหยื่อโฆษณา ต้องดู “ข้อมูลโภชนาการ” ให้เป็น

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b9%82%e0%b8%a0%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-nutrition-information

สังเกต “ข้อมูลโภชนาการ” ให้เป็น เพื่อสุขภาพที่ดี

ทุกวันนี้เรามักจะได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆผ่านทางสื่อโฆษณา โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ว่ามีส่วนผสมที่ช่วยให้สุขภาพดี รวมถึงมีผลิตภัณฑ์หลายอย่างที่ดูผ่านๆอาจจะเหมือนไม่มีอันตรายมากนัก

แต่ความจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวอ้าง เราจึงต้องอ่านฉลากให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

เราควรอ่านข้อมูลโภชนาการบนสินค้าก่อนเลือกซื้อ

อย่าหลงกลคำว่า ต่อหน่วยบริโภค

ผลิตภัณฑ์หลายๆชนิด มีส่วนผสมของสารอาหารบางอย่างมากไป แต่ถ้าเขียนเอาไว้ตรงๆว่ามีส่วนผสมดังกล่าวเท่าไหร่ ก็อาจจะกลัวผู้บริโภคเห็นแล้วไม่ซื้อ ผู้ผลิตจึงเลือกใช้วิธีแบ่งผลิตภัณฑ์นั้นออกเป็นหน่วยย่อยๆที่เรียกว่า หน่วยบริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคที่ดูฉลากแบบผ่านๆเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น

1. น้ำส้ม 100% ขนาด 1 ลิตร (1000 ซีซี) ฉลากข้างกล่องจะเขียนเอาไว้ว่าใน 1 กล่องมี 5 หน่วยบริโภค โดย 1 หน่วยบริโภคมีน้ำตาล 19 กรัม (ซึ่งยังไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 23 กรัม) ถ้าดูแบบผ่านๆเราก็อาจจะเข้าใจว่า ถ้าดื่มน้ำผลไม้กล่องนี้เราจะไม่ได้รับน้ำตาลมากเกินมาตรฐาน

แต่ความจริงแล้ว การที่ใน 1 กล่องมี 5 หน่วยบริโภคก็แปลว่าหากเราดื่มทั้งกล่อง ก็จะต้องเอาตัวเลขเกี่ยวกับปริมาณสารอาหารต่างๆ ในกล่องนั้นทั้งหมดคูณด้วย 5 นั่นคือ น้ำผลไม้กล่องนี้มีปริมาณน้ำตาลถึง 19 x 5 = 95 กรัม ซึ่งมากกว่าระดับที่เราควรกินต่อวันถึง 4 เท่าเลยทีเดียว

ควรอ่านข้อมูลโภชนาการบนสินค้า

2. บิสกิตเคลือบช็อคโกแลต 200 กรัม ยี่ห้อหนึ่งข้างฉลากจะเขียนว่า ใน 1 ห่อ มี 5.5 หน่วยบริโภคโดยแต่ละหน่วยบริโภค มีน้ำตาล 15 กรัม มองดูตัวเลขแบบผ่านๆ ก็เหมือนไม่มีอันตรายมากนัก

แต่ความจริงแล้วการที่ 1 ห่อมี 5.5 หน่วยบริโภค แปลว่าเราจะต้องเอา15 คูณ 5.5 แปลว่าหากกิน 1 ห่อ ก็จะได้รับน้ำตาลมากถึง 82.5 กรัม ซึ่งมากเกินมาตรฐานถึง 3.6 เท่า

มีโทษมากกว่าที่คิด

มีผลิตภัณฑ์หลายอย่างในท้องตลาด ที่มีสารอาหารบางประเภทมากเกินไป ทำให้มีผลเสียต่อร่างกาย และหากกินเป็นประจำก็อาจจะเป็นโรคได้ เช่น น้ำชาเขียว รสน้ำผึ้งผสมมะนาวขนาด 500 ซีซี ข้างฉลากเขียนว่ามีน้ำตาล 5%

แต่เขียนว่ามีฟรุกโตส 9.5% ซึ่งผู้บริโภคที่อ่านแบบผ่านๆ หรือไม่รู้ว่าฟรุกโตส ก็คือ น้ำตาล อาจจะเข้าใจว่ามีน้ำตาลเพียงแค่ 5% ทั้งที่ความจริงแล้วมีน้ำตาลสูงถึง 14.5%

แปลว่าเมื่อคำนวณแบบคร่าวๆ ในน้ำชาขวดนี้จะมีปริมาณน้ำตาล 14.5% หรือเท่ากับ 72.5 ซีซี หรือ 72 กรัม ซึ่งปริมาณน้ำตาลในชาเพียงขวดเดียวก็สูงกว่าปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคถึง 3 เท่า

เมื่อสังเกตข้อมูลโภชนาการจะรู้ว่าปริมาณน้ำตาลมีมากกว่ามาตรฐาน

ในขณะที่ชาเขียวรสออริจินอลขนาด 500 ซีซี ก็มีน้ำตาลสูงถึง 30 กรัม ส่วนชาเขียวอีกยี่ห้อหนึ่ง ขนาด 350 ซีซี ก็มีน้ำตาลสูงถึง 24.5 กรัม จะเห็นว่าเครื่องดื่มประเภทนี้เพียงขวดเดียวก็ได้รับน้ำตาลเกินมาตรฐานแล้ว

ส่วนประโยชน์ที่เราคาดหวังจากชาเขียวก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะในขวดมีชาเขียวน้อยเกินกว่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งชาเขียวที่ชงทิ้งไว้ข้ามวัน ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีจนกลายเป็นสารที่มีฤทธิ์เป็นพิษอีกด้วย

3. น้ำสลัด น้ำสลัดซีซาร์ มีน้ำมันพืชเป็นส่วนผสมประมาณ 20% ซึ่งแปลว่าใน 1 ขวดขนาด 350 ซีซี ก็จะมีน้ำมันพืช 70 ซีซี หรือ 4.7 ช้อนโต๊ะ ซึ่งเกินกว่าปริมาณแนะนำที่วันละ 4 ช้อนโต๊ะ (65 กรัม) โดยน้ำสลัดขวดนี้ให้พลังงาน 720 กิโลแคลอรี่ (พอๆกับข้าวผัดอเมริกันเลย)

น้ำสลัดมีแคลอรี่สูง ไม่เหมาะกับคนรักสุขภาพ

สลัดครีม 1 ขวด 220 ซีซี มีน้ำตาลสูงถึง 63 กรัม (เกินมาตรฐานเกือบ 3 เท่า) ให้พลังงาน 1,080 กิโลแคลอรี่ (เท่ากับอาหาร 1 มื้อใหญ่)

      ด้วยเหตุดังกล่าว คนที่กินสลัดแล้วใส่น้ำสลัดหวังเพื่อจะผอมสุขภาพดี รูปร่างดี จึงไม่ได้ผลอย่างที่หวัง

4. อาหารสำเร็จรูป (ที่ต้องอุ่นก่อนกิน) เช่น บะหมี่เป็ดพะโล้ทรงเครื่อง มีโซเดียมสูงถึง 1160 มิลลิกรัม (เกือบครึ่งของที่ควรกินทั้งวัน) ถ้าหากเรากิน 2 ถาดต่อมื้อ เราก็แทบจะได้โซเดียมเกินปริมาณที่เหมาะสมแล้ว (จึงส่งผลต่อไตและความดัน)

หากรู้ ‘ข้อมูลโภชนาการ’ จะเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์มีสารประโยชน์น้อยกว่าที่คาด

ผลิตภัณฑ์หลายอย่างในท้องตลาดมีการบรรยายสรรพคุณในด้านดีมากมาย แต่สิ่งที่เราได้รับจริงๆจากผลิตภัณฑ์นั้นอาจจะน้อยกว่าที่เราได้ยินในโฆษณาเช่น รังนก 

ในทางการแพทย์ยังไม่มีผลงานวิจัยที่ชัดเจนว่า รังนกมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร มีเพียงผลงานวิจัยจากผู้ขายเท่านั้น โดยทางการแพทย์ระบุว่า รังนก 1 ขวดให้สารอาหารที่มีประโยชน์น้อยกว่าไข่ไก่เพียง 1 ฟองเสียอีก

เครื่องดื่มรังนก คุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าไข่ 1 ฟอง

ในขณะที่ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่า รังนก 1 ขวด มีคุณค่าทางโภชนาการเท่านมสดครึ่งช้อนโต๊ะหรือถั่วลิสง 2 เมล็ดเท่านั้น (ซึ่งราคาถูกกว่ารังนกนับ 100 เท่า)

ในขณะเดียวกันรังนกขนาด 45 ซีซี มีน้ำตาล 12% หรือ 5.4 ซีซี (5 กรัม) และมีรังนกจริงๆ เพียง 1% หรือ 0.45 ซีซี หรือ 1-2 หยดเท่านั้น ฉะนั้นแม้จะสมมุติว่ารังนกมีประโยชน์จริงๆ

ในรังนก 1 ขวดก็มีรังนกน้อยมากๆ ถ้าจะกินเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ก็ต้องกินหลายสิบขวด ซึ่งคนกินก็จะได้น้ำตาลปริมาณมากเกินจนอ้วนและป่วย แทนที่จะมีสุขภาพที่ดีนั่นเอง

5. เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (ฟังก์ชั่นนอลดริ้ง) ในปัจจุบันมีเครื่องดื่มที่อ้างว่ามีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น กรดอะมิโน หรือสกัดจากผักผลไม้

แม้ว่าในเครื่องดื่มดังกล่าวจะมีสารที่เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่เครื่องดื่มเหล่านี้ส่วนใหญ่มีน้ำตาลจำนวนมากเป็นส่วนผสม บางยี่ห้อมีน้ำตาล 16-24 กรัม (แทบจะเกินมาตรฐานที่ควรกินแล้ว)

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลเยอะเกินไป

ฉะนั้นหากเราดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้เป็นประจำ แทนที่เราจะมีสุขภาพที่ดี เราก็อาจจะป่วยด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแทน

6. โยเกิร์ต หลายคนคาดหวังสารอาหารที่เป็นประโยชน์จากโยเกิร์ต รวมถึงในปัจจุบันยังมีโยเกิร์ตที่อ้างว่าช่วยเรื่องระบบขับถ่ายได้ แต่ในโยเกิร์ตส่วนใหญ่มีน้ำตาล 12-22 กรัม (แทบจะเกินมาตรฐานที่ควรกิน)

ฉะนั้นหากเรากินเป็นประจำเพื่อคาดหวังให้ระบบขับถ่ายดี เราก็อาจป่วยด้วยภาวะน้ำตาลในเลือดสูงแทน

7. นมและน้ำผลไม้ แม้ว่าในนมและน้ำผลไม้ทุกรูปแบบ ทั้งนมวัวรสต่างๆ นมถั่วเหลือง นมคืนรูปผสมมอลต์ นมเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำแอปเปิ้ล จะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์

แต่ในนมและน้ำผลไม้แต่ละกล่องกลับมีน้ำตาลสูงถึง 17 – 30 กรัม จะเห็นว่านม(น้ำผลไม้) บางชนิดเพียงกล่องเดียวก็ได้น้ำตาลเกินมาตรฐานแล้ว

นมกล่องที่ขายทั่วไป หากดูข้อมูลโภชนาการจะพบว่ามีน้ำตาลจำนวนมาก

8. ขนมเพื่อสุขภาพ ขนมหลายอย่างที่ทำจาก แป้งสาลีขาว ข้าวขาว เช่น เค้ก บิสกิต ที่มีการใส่อาหารหรือสมุนไพรบางอย่างลงไป เช่น สาหร่าย แล้วบอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

หรือแม้แต่ขนมปังโฮลวีต เค้ก บิสกิตธัญพืช ที่บอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ความจริงแล้วส่วนผสมที่เป็นประโยชน์นั้นมีน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับส่วนผสมที่ให้โทษ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตและไขมันที่มากเกิน

ฉะนั้นคนที่กินผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นประจำ แทนที่จะมีสุขภาพที่ดี ก็จะกลายเป็นโรคอ้วน ไขมันสูง ความดันสูง โรคหัวใจแทน (เช่น บิสกิตข้าวสาลี สูตรไม่มีคอเลสเตอรอลใน 1 กล่องมีน้ำตาลสูงถึง 48 กรัม ซึ่งมากกว่ามาตรฐานถึง 2 เท่า)

9. โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปรสกุ้ง 50 กรัม มีผงชูรส 4.5% มีเกลือไอโอดีน 4.8% รวมแล้วมีโซเดียมประมาณ  1,250 มิลลิกรัม ในขณะที่แทบจะไม่มีสารอาหารเลย (ส่วนใหญ่เป็นคาร์โบไฮเดรต)

โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปมีโซเดียมเยอะ ไม่ดีต่อสุขภาพ

การกินโจ๊กจึงไม่ได้ช่วยเรื่องสุขภาพเราเลย ถ้ากินมากๆ ก็อาจจะขาดสารอาหาร และได้รับโซเดียมมากเกินจนเป็นโรคไตวายได้

สังคมทุกวันนี้มีผู้ผลิตจำนวนมาก ต่างให้ความสำคัญกับการโฆษณาที่เกินความจริง มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค เราจึงต้องมีสติและใช้ปัญญาในการเลือกซื้อ เลือกทาน ด้วยการอ่าน ข้อมูลโภชนาการ บนฉลากสินค้าทุกครั้ง

เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อและเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง

เลือกทานให้สุขภาพดีด้วยการอ่านฉลากโภชนาการ

บทความที่น่าสนใจ

error: do not copy content!!