FAQ, มะเร็งลำไส้

ไม่อยากเป็น “มะเร็งลำไส้” ต้องใส่ใจใยอาหาร

%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%aa%e0%b9%89-colorectal-cancer

เสี่ยงเป็น มะเร็งลำไส้ หากไม่ทานใยอาหาร

ส่วนใหญ่แล้วมะเร็งมักเกิดจากการที่เซลล์ในร่างกายเราแบ่งตัวผิดปกติจนทำให้เกิดเซลล์ที่เป็นมะเร็ง ลุกลามจนทำให้เป็นโรคมะเร็งตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เราเป็นโรคมะเร็ง (และอีกหลายโรค) ก็คือ อนุมูลอิสระ (Free Radical)

อนุมูลอิสระคือ อนุภาคชนิดหนึ่งในร่างกายที่ไม่มีความเสถียร เกิดจากการเผาผลาญในร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่างๆของเรา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายเราเป็นเรื่องที่ไม่ผิดปกติ

อนุมูลอิสระส่งผลให้เกิดความเสี่ยงและทำให้ร่างกายเป็นมะเร็งได้

และไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะร่างกายเราสามารถขับอนุมูลอิสระเหล่านี้ออกจากร่างกายได้

แต่สำหรับบางคนที่ร่างกายผลิตอนุมูลอิสระมากกว่าปกติหรือรับอนุมูลอิสระจำนวนมากเข้ามา ไม่ว่าจากทางอาหาร อากาศ หรือร่างกายมีความสามารถในการขับอนุมูลอิสระน้อยลง

อนุมูลอิสระเหล่านี้ก็จะเข้าไปทำลายเซลล์ในส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เป็นโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆตามมามากมาย

ต้นเหตุที่ทำให้เป็นมะเร็ง

การเป็นมะเร็งนั้น ส่วนนึงมีต้นเหตุมาจากกรรมพันธุ์​ (ซึ่งเราไม่สามารถแก้ไขอะไร)​ แต่อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เป็นมะเร็งนั้นเกิดจากอาหารการกิน(รวมบุหรี่และแอลกอฮอล์)​ซึ่งเป็นสิ่งที่เราป้องกันได้

การสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง

โรคมะเร็งตับ ​มีต้นเหตุมาจากการเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบีและอาหารที่กิน โดยในส่วนของมะเร็งตับ-ท่อน้ำดีนั้นพบว่า คนในภาคอีสานมีอัตราป่วยสูงที่สุดในโลก เชื่อว่าเกิดมาจากพฤติกรรมการกินปลาดิบจำพวกปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด จึงทำให้เกิดพยาธิใบไม้ในตับจนก่อให้เกิดมะเร็ง

นอกจากนี้คนในแถบนี้ยังชอบกินปลาร้าดิบ อาหารที่มีดินประสิว(ไนเตรต)​ เช่น ปลาจ่อม​ ปลาส้ม​ แหนม​ ไส้กรอก​ เบคอน ซึ่งทำให้เป็นโรคมะเร็งชนิดนี้มากด้วย

ขณะเดียวกันคนในภูมิภาคอื่นก็กินอาหารประเภทไส้กรอก เบคอน แหนม กันมากขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับมากด้วยเช่นกัน

อาหารประเภทไส้กรอก เบคอน ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งตับ

การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ การกินอาหารที่มีเชื้อรา(ซึ่งพบมากในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด​ พริกแห้ง)​ รวมถึงอาหารหมักดองและอาหารที่สุกๆดิบๆ (ไม่ได้ทำให้อาหารสุกด้วยความร้อน)​ ก็ทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้เช่นกัน

ถ้าวิเคราะห์พฤติกรรมจากการกินในปัจจุบันของคนไทย ที่กินอาหารนอกบ้านมากขึ้น(ร้อยละ 30 กินอาหารนอกบ้านทั้ง 3 มื้อ, และ 70% กินมื้อเที่ยงนอกบ้าน)​

ทำให้ต้องกินเครื่องปรุงที่ไม่ได้ทำเอง​ เช่น ถั่ว พริก​ ทำให้มีโอกาสได้รับเชื้อราจากเครื่องปรุง รวมถึงพฤติกรรมที่ดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยสูงถึง 50 ลิตรต่อคนต่อปี

จนเป็นอันดับที่ 5 ของโลก และพฤติกรรมที่กินอาหารประเภทไส้กรอก เบคอน แหนม เพิ่มมากขึ้น ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยเราจะเป็นมะเร็งตับกันมากขึ้น

พฤติกรรมการกินที่ไม่ถูกต้องทำให้เป็นมะเร็งตับ

ส่วนมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น เกือบร้อยทั้งร้อยจะไม่แสดงอาการในตอนที่เป็นระยะแรกๆ มะเร็งชนิดนี้มักจะพบในผู้ชายอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป และพบสูงขึ้นเรื่อยๆในคนที่อายุมากขึ้น

โดยมะเร็งชนิดนี้มีสาเหตุมาจากการกินอาหารที่มีไขมันสูง และยังเกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมอีกด้วย

ส่วนมะเร็งลำไส้นั้น มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์และพฤติกรรม ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตเมืองใหญ่ที่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และมีพฤติกรรมการกินอาหารแบบตะวันตก

พฤติกรรมการกินอาหารแบบตะวันตก ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้

ซึ่งมักจะกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์​ อาหารไขมันสูง​ ใยอาหารน้อย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์​ ไม่ออกกำลังกาย​ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายและมีความเครียด (คนที่กินฮอทดอกวันละ 1 ชิ้นจะเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนที่ไม่กินถึง 21%)

มีข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจมากคือ ผลงานวิจัยอันนึงที่ได้สรุปว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพของเรา(รวมถึงโรคมะเร็ง)​ก็คือ ปริมาณใยอาหารที่กินในแต่ละวันนั่นเอง

ใยอาหารกับระบบดูดซึมอาหาร

อาหารที่เรากินเข้าไป ร่างกายจะยังไม่สามารถดูดซึมเข้าไปโดยตรง​ แต่ต้องผ่านกระบวนการการย่อยให้กลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลงเสียก่อนเช่น​ โปรตีนต้องถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโนก่อน ร่างกายจึงจะดูดซึมเข้าไปใช้งานได้

การดูดซึมอาหารส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณผนังของลำไส้เล็กโดยมีวิลไล ที่มีลักษณะเป็นขนเส้นเล็กๆนับล้านเส้นทำหน้าที่คอยดูดซึมสารอาหารต่างๆเข้าสู่กระแสเลือด

ระบบลำไส้ที่ดีทำให้การดูดซึมสารอาหารเป็นไปด้วยดี

พื้นที่ผิวของวิลไลที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารมีพื้นที่พอๆกับสนามเทนนิสเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากวิลไลเหล่านี้สกปรกมีการสั่งสมของของเสียหรือสารเคมีต่างๆ ที่ปนเปื้อนเข้าไปกับอาหารที่กิน

วิลไลก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้น้อยลง และส่งผลให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ(ต้องกินมากๆถึงจะอิ่ม)

ถ้าเรากินใยอาหารมากพอ​ ใยอาหารก็จะช่วยทำความสะอาดวิลไล คล้ายกับการเอาฟองน้ำนิ่มๆไปเช็ดทำความสะอาด สิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามวิลไลก็จะหลุดออกมา และจะถูกขับถ่ายออกไปพร้อมกับอุจจาระ วิลไลสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่

กินใยอาหารมากพอ ก็จะลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ได้

ใยอาหาร​ กับ มะเร็งลำไส้

คนปกติควรจะถ่ายอุจจาระทุกวัน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรจะถ่ายวันเว้นวัน​ โดยอุจจาระที่ดีจะไม่นิ่มเกินไปจนเหลว และไม่แข็งจนแห้งเป็นก้อน ไม่มีกลิ่นที่เหม็นมากเกิน​

มีสีน้ำตาลอ่อนหรือหากกินผักมากสีก็จะออกไปทางเขียว​ หากอุจจาระมีสีดำเข้มควรจะไปตรวจ เพราะอาจมีปัญหาในระบบทางเดินอาหารได้

การอุจจาระอย่างสม่ำเสมอ นั้นคือไม่มีภาวะท้องผูกนั้น ​มีความสำคัญกับร่างกายของเรามาก ลองนึกภาพง่ายๆว่า หากเราทิ้งอาหารสด เช่น แกงเขียวหวาน​ ไว้นอกตู้เย็นในวันที่อุณหภูมิ 37°c สัก 2-3 วัน อาหารนั้นจะมีสภาพเป็นอย่างไร

เช่นเดียวกันกับอาหารที่เรากินเข้าไป ถ้าเราท้องผูกอาหารเหล่านั้นก็จะอยู่ในลำไส้ของเรา(ซึ่งมีอุณหภูมิ 37°c) หลายวันอาหารก็จะมีสภาพบูด เน่า เหม็น​ และเป็นพิษ

หากเราท้องผูก จะทำให้อาหารในลำไส้บูดเน่าและเป็นพิษ

ซึ่งของเสียในอุจจาระและสารพิษส่วนหนึ่งก็อาจถูกร่างกายดึงกลับไปใช้ทั่วทุกส่วนของร่างกาย​ รวมถึงสมอง​ ทำให้สุขภาพและการทำงานของสมองแย่ลง​ นอกจากนี้​ ของเสียและสารพิษนั้นยังตกค้างในลำไส้​ทำให้เราเป็นมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

ในกรณีของบางคนที่อาจจะไม่มีอาการท้องผูกอย่างชัดเจน​ แต่อาหารที่กิน​ มีใยอาหารน้อยเกินไป​ เช่น​ บางคนชอบกินหมูและเนื้อเป็นประจำ​ และไม่ค่อยกินปลา​ ถั่ว​ ผักผลไม้​

ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายจะใช้เวลาในการย่อยสลายหมูและเนื้อนานกว่าย่อยสลายปลาและพืชประมาณ 3-7 เท่า​ ทำให้อาหารดังกล่าวจะอยู่ในระบบทางเดินอาหารนาน​

คนที่กินเนื้อเป็นประจำ จะเกิดการหมักหมมของอุจจาระและสารพิษ เสี่่ยงเป็นมะเร็งลำไส้

คนที่กินแบบนี้​ ลำไส้ก็จะไม่ได้ถูกทำความสะอาด​ และยังมีการหมักหมมของอุจจาระและสารพิษต่างๆเพิ่มเติม​ จึงเสี่ยงที่จะเป็น มะเร็งลำไส้

หากเรากินใยอาหารมากพอ​ ใยอาหารเหล่านั้นก็จะเคลื่อนตัวผ่านลำไส้พร้อมๆกับช่วยทำความสะอาด​ ไม่ให้สิ่งสกปรกที่เป็นอันตราย​ สะสมอยู่ในร่างกายนานเกินไป​

และการกินอาหารที่มีใยอาหารมากพอ จะทำให้ลำไส้มีเวลาสัมผัสกับของเสียที่สั้นลงทำให้โอกาสเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็ลดลงด้วย​ ใยอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่​ และเราควรกินใยอาหารวันละประมาณ 25-30 กรัม

วิธีหลีกเลี่ยงหรือลดอาการท้องผูก

1. กินอาหารที่มีใยอาหารมากๆ ​เช่น​ ผัก​ ผลไม้​ ธัญพืช

ไม่อยากท้องผูก ควรทานผักผลไม้และธัญพืช

2. ดื่มน้ำวันละ 1.5-2 ลิตรขึ้นไป ไม่ควรดื่มกาแฟและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์​เพราะจะทำให้อุจจาระแห้ง

3. ออกกำลังกาย​ การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยให้ ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น

วิธีหลีกเลี่ยงท้องผูกแบบผิดๆ

เวลาที่มีอาการท้องผูก​ คนส่วนใหญ่มักจะแก้ไขที่ปลายเหตุด้วยยาระบายประเภทต่างๆ​ ซึ่งวิธีการนี้​ นอกจากจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนแล้ว​ ในระยะยาว​ยาเหล่านี้จะมีผลกระทบตามมาอีกด้วย​เช่น

  • ยากลุ่มหล่อลื่นลำไส้​ เช่น​ น้ำมันพาราฟิน​ ยาชนิดนี้จะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน​A D E Kได้น้อยลง
  • ยากลุ่มที่เพิ่มปริมาณน้ำในลำไส้ เช่น ยามิลก์ออฟแมกนีเซียม ซึ่งช่วยดูดน้ำเข้ามาในอุจจาระและลำไส้​ แต่มีผลเสียคือ​ สารแมกนีเซียมอาจสะสมในร่างกาย​ ทำให้เกิดอันตรายในผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่ปกติ

มีอาการปวดท้อง ลำไส้ไม่ดี

  • ยากลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้​ ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ค่อนข้างแรงและเร็ว​ เช่น​ มะขามแขก​ ​บิสาโคดิล ข้อเสียของยากลุ่มนี้คือ​ อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง และมีผลต่อการทำงานของลำไส้

การดีท็อกด้วยการสวนทวาร เช่น​ การใช้กาแฟสวนทวาร​ วิธีการนี้แม้ว่าจะช่วยทำความสะอาดลำไส้ได้ดีในระดับหนึ่ง​ แต่ก็ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องการขับถ่ายที่ต้นเหตุ​

อีกทั้งยังมีจุดที่ต้องให้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งคือ​ ตามธรรมชาติแล้ว​ทวารและลำไส้จะบีบตัวเพื่อให้อุจจาระไหลลง​ การปล่อยให้ของเหลววิ่งสวนขึ้นมาเป็นการฝืนธรรมชาติ​ และมีโอกาสส่งผลเสียต่อระบบลำไส้ได้​

และอาจทำให้หูรูดทวารเสื่อมหรือฉีกได้​ อีกทั้งต้องควบคุมแรงดันที่ใช้ในการสวนทวารให้เหมาะสม​ เพื่อไม่ให้ลำไส้โป่งพองหรือแตกได้และยังต้องระวังการติดเชื้อจากการสวนทวารอีกด้วย

ใยอาหารกับโรคเรื้อรัง

การกินใยอาหารน้อย ทำให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังได้

มีโรคเรื้อรังหลายๆโรค ที่พบมากในชาวตะวันตก แต่ไม่ค่อยพบในชาวตะวันออกและชาวแอฟริกันพื้นเมืองไป สาเหตุเกิดจากการที่ชาวตะวันตกกินอาหารที่มีใยอาหารที่น้อยกว่าชาวตะวันออกและชาวแอฟริกันพื้นเมืองนั่นเอง

ดังนั้น ถ้าเรากินใยอาหารให้เพียงพอ ร่างกายก็จะมีโอกาสเป็นโรคเหล่านี้ได้ยากขึ้น เช่น โรคอ้วน เพราะการพองตัวของใยอาหาร จะช่วยให้เรารู้สึกอิ่มและกินอาหารได้น้อยลง แล้วอยู่ท้องนานขึ้น

  • ผลต่อน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน หากได้กินใยอาหารเพียงพอ ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลง หรือจะสามารถควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้นกว่าเดิม
  • ผลต่อไขมันในเลือด การกินอาหารที่มีใยอาหารที่เพียงพอจะช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในเลือดลดลง เพราะใยอาหารสามารถดักจับไขมันที่มากับอาหารได้ดี

ทำให้ร่างกายได้รับไขมันน้อยลง ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคความดันสูง

วัดความดันโลหิต

ควรกินใยอาหารมากแค่ไหน

มาดูอาหารหลักของเราในยุคปัจจุบันซึ่งได้แก่เนื้อสัตว์ทุกชนิด ไข่ นม รวมถึงอาหารที่ถูกขจัดใยอาหารหรือกากออกไปจนเกือบหมด เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว แป้งขาว น้ำตาลทรายขาว รวมถึงอาหารที่มีรสหวานต่างๆ

ที่ทำขึ้นจากน้ำตาลและแป้งที่ถูกขจัดใยอาหารออกไปจนเกือบหมดแล้ว เช่น เค้ก โดนัท พาย แพนเค้ก ช็อคโกแลต ขนมกรุบกรอบ คุกกี้ แยม น้ำอัดลม ไอศครีม ฯลฯ จะเห็นได้ว่า ในแต่ละวันเรากินใยอาหารน้อยมาก

ของหวาน ที่อุดมไปด้วยน้ำตาลและแป้ง

เราควรกินผลไม้สดให้ได้ประมาณวันละครึ่งกิโลกรัม (5 ขีด)​ ถึงจะทำให้เราได้วิตามิน​ เกลือแร่​ ใยอาหารที่เพียงพอ​ ที่จะทำให้ความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดลง​ เช่น มะเร็งช่องปาก​​ หลอดอาหาร ปอด ตับ​ ตับอ่อน​ กระเพาะอาหาร​ ลำไส้ใหญ่​ เต้านม​ กระเพาะปัสสาว

รวมถึงชะลอความแก่​ เพิ่มความจำ​ ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว​ คนไทยกินผักผลไม้วันละประมาณ 1-2 ขีดเท่านั้น

เราควรกินผลไม้สดให้ได้อย่างน้อย 5 ขีดต่อวัน

ปัจจุบัน​แม้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะสูงมากขึ้นก็ตาม​ แต่ถ้าเป็นมะเร็งก็มีโอกาสตายค่อนข้างสูงทีเดียว​ ในขณะที่การก่อตัวของมะเร็งจะเป็นไปแบบเงียบๆค่อยเป็นค่อยไป​ คนส่วนใหญ่จึงมักจะไม่รู้ตัว​ และมักจะรู้ว่าตัวเองเป็นเมื่ออยู่ในระดับที่รักษาให้หายขาดไม่ได้แล้ว

และปัจจุบัน​มะเร็งไม่ได้เป็นโรคของคนแก่อีกต่อไป​ เพราะแม้แต่เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบก็สามารถเป็นโรคมะเร็งได้​ และอายุเฉลี่ยของคนที่เป็นโรคนี้ก็ลดลงเรื่อยๆ​ จึงไม่ได้ไกลตัวพวกเราทุกคนเลย​ ทุกคนจึงควรใส่ใจในการสังเกตตัวเองให้มากๆ

คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป​ ควรตรวจสุขภาพค้นหาความผิดปกติอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง​ หากตรวจพบเร็วโอกาสรักษาหายก็จะสูง​  ด้วยสัญญาณผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งมี 7 อย่าง​ ได้แก่

1. มีเลือดออกหรือมีสิ่งขับออกจากร่างกายผิดปกติ​ เช่น​ ตกขาวมากเกินไป

2. มีก้อนเนื้อหรือตุ่มเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกายและก้อนนั้นโตเร็ว

ึคนอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ

3. มีแผลเรื้อรังรักษาหายยาก

4. ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะผิดปกติ​ หรือเปลี่ยนไปจากเดิม

5. เสียงแหบหรือไอเรื้อรัง

6. กลืนอาหารลำบากหรือกินอาหารแล้วไม่ย่อย

7. มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝ

อย่างไรก็ตาม​ แม้ว่าการตรวจพบเร็วจะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตสูง​ แต่การป้องกันตัวเองก็ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะหากเรารอให้เป็นแล้วค่อยรักษา​ ​ ค่าใช้จ่ายก็สูงมากจนเงินที่หามาทั้งชีวิตอาจจะหมดไปในระยะเวลาอันสั้น

เช่น​ หากเราใช้ยาริทูซิแมบ(Rituximab)​ สำหรับรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง​ ราคาจะตกเข็มละ 69,157 บาท​ ​ยาทราสทูซูแมบ(Trastuzumab)​ รักษามะเร็งเต้านม​ มีราคาเข็มละ 98,340 บาท ยาบีวาซีซูแมบ(Bevacizumab)​ รักษามะเร็งลำไส้​เข็มละ21,602.50 บาท

การป้องกันโรค ย่อมดีกว่าการรักษา

ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ขอให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว​ อย่ากลัวที่จะพบแพทย์​ เพราะยิ่งเราตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ​จะทำให้มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ประมาณ 40-50%

และมีโอกาสรอดชีวิตสูง โดยประมาณ 30- 40% ของมะเร็งสามารถป้องกันได้​ โดยยึดหลัก 5 อ​. คือ​ อาหาร​ อากาศ​ อารมณ์​ ออกกำลังกาย​ และอุจจาระ

ดูแลสุขภาพให้ดีครบด้าน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย

ดีท็อกลำไส้ที่ดีที่สุด ไฟโตวี่ Phytovy detox

บทความที่น่าสนใจ

error: do not copy content!!