FAQ, โคโรน่า-coronavirus

โคโรน่า…โรคไวรัสกับความจริงที่คุณต้องรู้

%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2-corona-virus-fact

ไวรัส ‘โคโรน่า’ กับความเข้าใจที่ถูกต้อง 

โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “โรคอู่ฮั่น” ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ เป็นไวรัสขนาดใหญ่พบได้ในคนและสัตว์จำนวนมาก มีความรุนแรงเทียบเท่ากับโรค SARS มากที่สุด

โคโรน่า ที่ทำให้เกิดโรคในคนแต่เดิมมี 6 ชนิด โดยเป็นสายพันธ์ดั้งเดิมทำให้เกิดโรคหวัดและทางเดินหายใจอยู่เป็นประจำถิ่นแล้วมีอยู่ 4 ชนิด และอุบัติใหม่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบแบบเฉียบพลันคือ SARS และ MERS

โรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือเชื้อไวรัสอู่ฮั่น

ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่ค่อนข้างรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตถึง 10-30% และสายพันธ์ใหม่ล่าสุดนี้ก็คือ ไวรัสโรคปอดบวมอู่ฮั่น หรือเรียกสั้นๆว่า “โคโรน่า”ที่อุบัติขึ้นตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2019 เป็นต้นมาและวินิจฉัยได้หลังปีใหม่ ถอดรหัสพันธุกรรมสำเร็จเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2020

จุดกำเนิดของไวรัสโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ส่วนใหญ่ มีแหล่งสัมผัสจากตลาดสดที่มีการขายอาหารทะเลและสัตว์  โดยที่โคโรน่าสายพันธ์ใหม่นี้ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจอักเสบ

อาหารทะเล เนื้อสด มักมีสารฟอร์มาลีน เป็นสารก่อมะเร็ง

มีได้ทั้งแบบไม่มีอาการและมีอาการอักเสบแบบเฉียบพลัน จนถึงปอดบวมและโรคแทรกซ้อน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบรุนแรงจนถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถหาที่มาของเชื้ออย่างชัดเจนได้

แต่สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ป่าที่ซื้อขายอยู่ และปัจจุบันเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้แล้ว จากการถูกไอ จาม หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนที่ป่วย

วิธีดูแลตัวเองให้พ้นจาก โคโรน่า

เราควรดูแลตนเองเพื่อให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ ดังนี้

1. เชื้อไวรัส ‘โคโรน่า’ ติดต่อผ่านทางลมหายใจ สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกัน

ใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไวรัสโคโรน่า

2. เชื้อไวรัสโคโรน่าติดต่อในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ควรทานแบบสุกเท่านั้น

3. ควรทานอาหารที่สุกแล้ว งดอาหารดิบและเนื้อสัตว์ป่า

4. หมั่นล้างมือหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์

5. ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่ไอ จาม

6. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดและมีมลภาวะเป็นพิษ

ไม่อยากเป็นไข้อู่ฮั่นหรือโคโรน่า ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดและมีมลภาวะเป็นพิษ

7. งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด

8. ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปากถ้าไม่จำเป็น

9. ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ฯลฯ

10. ถ้ามีอาการไข้ มีอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ทันที

การออกกำลังกายส่งผลดีต่อร่างกาย

11. ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานให้มากขึ้น

อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้จากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ “โรคอู่ฮั่น” มีดังนี้

  • มีไข้สูง > 37.5 องศา
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • น้ำมูกไหล
  • หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก

ถ้ามีอาการไข้ หรือระบบทางเดินหายใจให้รีบพบแพทย์

*** หากมีอาการดังกล่าวมาให้รีบไปพบแพทย์ทันที! ***

เมื่อมีข่าวการระบาดทั่วโลกก็เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะมีประสบการณ์มาจากโรคทางเดินหายใจร้ายแรงที่เกิดจากไวรัสโคโรน่ามาแล้วเช่น โรคซาร์ (SARS) ที่ระบาดในช่วงปี 2002-2003

ซึ่งมีสาเหตุจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ SARS-CoV ที่เป็นไวรัสโคโรน่าข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่าน civet cat (ชะมด)มาติดเชื้อในคน โดยเริ่มระบาดจากประเทศจีนและกระจายไปทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน อัตราการตายร้อยละ 10 และเพิ่มเป็น 50%ในผู้สูงอายุ

ต่อมาในปี 2012-2014 ก็มีการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ชื่อ MERS-CoV ที่เป็น โคโรน่า ข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่านอูฐจนมาติดเชื้อในคน เริ่มมาจากผู้ป่วยในประเทศซาอุดิอะราเบีย มีอัตราการตายถึงร้อยละ 36

พบการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่าในอู่ฮั่น

โคโรน่า มีสารพันธุกรรมเป็น RNA จึงมีโอกาสกลายพันธุ์ได้สูงและสามารถก่อให้การติดเชื้อข้ามสปีชีส์ได้มากขึ้นในสถานที่ที่นำสัตว์เหล่านี้มาอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น อย่างเช่นในตลาดค้าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร ซึ่งเป็นแหล่งแพร่เชื้อ SARS-CoV จาก civet cat มาสู่คน

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ 2019-nCoV ประเทศจีนเองก็ได้ทำการสืบสวนหาแหล่งแพร่เชื้อของการระบาดในครั้งนี้ที่เมืองอู่ฮั่น

จากผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกที่เป็นคนงานและลูกค้าของตลาดขายส่งอาหารทะเลฮั่วนาน โดยที่ตลาดสดนี้นอกจากขายอาหารทะเลแล้ว ยังขายเนื้อสัตว์และสัตว์ที่ใช้ทำอาหารที่ยังมีชีวิต

เช่น เป็ด ไก่ ลา แกะ หมู อูฐ สุนัขจิ้งจอก งู หนูอ้น แต่ระยะแรกตรวจไม่พบเชื้อ 2019-nCoV ในตัวอย่าง

การตรวจหาเชื้อไวรัสในตัวอย่าง

รายงานผลการตรวจหาลำดับเบสของสารพันธุกรรมRNAของเชื้อ 2019-nCoV ที่ได้จากผู้ป่วย พบว่าไวรัสนี้อยู่ในจีนัส Betacoronavirus ซึ่งเป็นจีนัสเดียวกับ SARS-CoV และ MERS-CoV

เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสารพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่าจากคนและสัตว์ต่างๆ จำนวน 271 สายพันธุ์ พบว่าเชื้อ 2019-nCoV เป็นไวรัสที่เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมระหว่างไวรัสโคโรน่าของค้างคาวกับไวรัสโคโรน่าของงูเห่า 

จึงทำให้ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 นี้แพร่เชื้อข้ามสปีชีส์จากงูเห่ามายังคนได้ โดยเริ่มแรกจากคนงานและลูกค้าในตลาดเริ่มติดเชื้อก่อน และต่อมาเชื้อมีการกลายพันธุ์มากขึ้น จึงสามารถติดต่อจากคนสู่คน

ทุกวันนี้มีข่าวปลอมเยอะมาก จนทำให้เกิดกระแสแตกตื่นกลายเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะองค์การอนามัยโลกได้บอกแล้วว่า ไม่ได้ร้ายแรงเหมือน SARS ไม่ได้ร้ายแรงเหมือน MERS

ความตื่นตระหนกในโรคไวรัสอู่ฮั่น หรือไวรัสโคโรน่า

และมีอัตราการเสียชีวิตแค่ 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ยังไม่ถึง 3%  ส่วนคนที่เสียชีวิตนั้นเป็นเพราะว่า ทางเดินหายใจไม่แข็งแรง เลยเป็นปอดบวมแบบเฉียบพลัน และตรงนี้ก็อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกในหลายๆปีข้างหน้า ถ้าเรายังไม่แก้ไขเรื่องฝุ่น PM2.5

โรคระบาดทั่วไป การกระจายของโรคจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอำนาจการกระจายโรค โรคที่มีความรุนแรงน้อยจะกระจายได้มากกว่า การติดเชื้อในอากาศจะได้มากกว่าการติดเชื้อโดยฝอยละออง

โรคปอดบวมอู่ฮั่นเป็นโรคที่ติดโดยการสัมผัสฝอยละออง เมื่อทุกคนเป็นโรคปั๊บ ภูมิต้านทานไม่มีก็จะเป็นไข้ และเกิดอาการลุกลามต่อไป

คนไม่มีภูมิต้านทานจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ง่าย

การระบาดของไวรัสโคโรน่า

โรคจะหยุดเมื่อมีการติดเชื้อไปจำนวนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับอำนาจการกระจายของโรค ถ้าอำนาจการกระจายของโรคเท่ากับไข้หวัดใหญ่ (หรือ 1 คนกระจายไปได้ 2 คน)

เมื่อมีผู้ติดเชื้อหรือมีภูมิต้านทานแล้วอย่างน้อย 50% โรคก็จะลดน้อยลง ก็หมายความว่า คนที่ติดเชื้อไวรัสปอดบวมอู่ฮั่นแล้วรักษาตัวหายมีจำนวนมากขึ้นๆเรื่อยๆ การกระจายของโรคก็จะน้อยลงด้วย

การเดินสวนกันไปมาไม่ทำให้เกิดการติดโรคนี้ขึ้นได้ แต่การอยู่ในระยะใกล้ พูดคุยกันหรือมีการจาม หรือมีฝอยละอองกระเด็นมาถูกจมูก บริเวณใบหน้า ถึงจะทำให้เกิดการติดโรคนี้ได้

การไอจามใส่กัน ทำให้เกิดการระบาดของโรคไวรัสโคโรน่าได้

เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะติดโรคนี้จึงไม่ได้เยอะอย่างที่คิด เมื่อคุณรู้ว่าคนที่อยู่ใกล้คุณมีน้ำมูกหรือทำท่าจะจาม ก็ให้เดินเลี่ยงหนีไปซะ.. ที่สำคัญคืออย่าไปสัมผัสอะไรก็ตามที่มันสามารถติดเชื้อโรคได้

ศ.นพ.ยง  ภู่วรรณ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการเตรียมพร้อมในการลดความสูญเสียเมื่อมีการระบาดของโรค

โดยธรรมชาติการระบาดของโรคเมื่อมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากจนมีภูมิต้านทานกลุ่มเกิดขึ้นมากพอโรคก็จะหยุดระบาด แต่ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยการระบาดของโรคจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดูแลตัวเองให้แข็งแรง ปราศจากโรคติดต่อ

การใช้มาตรการทุกสิ่งอย่างเข้มงวดจริงจัง ที่ขัดขวางการระบาดของโรคให้มีจำนวนผู้ติดโรคน้อยที่สุด การระบาดของโรคจะยาวนานขึ้น จนกว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันกลุ่ม อาจจะมากกว่า 1 ปี

แต่มาตรการการดูแลผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข จะทำให้ดีขึ้น การสูญเสียจะน้อยที่สุด เป็นการกระจายผู้ป่วยให้เกิดขึ้นทีละน้อย จนกว่าจะได้ภูมิคุ้มกันกลุ่มมากเพียงพอ หรือมีวัคซีนมาช่วยเสริมภูมิต้านทานกลุ่มให้เร็วขึ้น โรคก็จะหยุดระบาด และกลายเป็นโรคประจำถิ่นไปเอง

แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยหรือประเทศจีนเองจะสามารถควบคุมอาการของโรคจากผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้จนเป็น Negative ได้ในเวลา 48 ชั่วโมงก็ตาม สิ่งสำคัญในการรักษานอกจากการป้องกันด้วยวิธีการต่างๆข้างต้นแล้ว

ภูมิต้านทานร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยป้องกันโรคโคโรน่า

จะเห็นได้ว่าภูมิต้านทานของเรานั้นเป็นหัวใจหลักของการต่อสู้กับเชื้อร้ายนั่นเอง และแน่นอนว่าการที่เรามีภูมิคุ้มกันที่ดี สมบูรณ์และแข็งแรงก็จะเป็นเกราะป้องกันต่อสู้เชื้อไวรัสนี้ได้ดีที่สุด

เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันไวรัสโคโรน่าด้วยอาหารเสริมเพิ่มภูมิต้านทาน Nutrinal

บทความที่น่าสนใจ

error: do not copy content!!