FAQ, ไตวาย-ความดันสูง

ไตวาย ความดันสูง เพราะกินเค็ม!?

%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-renal-failure

พฤติกรรมการกินทำให้เสี่ยง ไตวาย ความดันสูง

ก่อนอื่นเราต้องทำความรู้จักเรื่องความดันโลหิตก่อน ถ้าเปรียบเทียบให้เข้าใจว่าความดันโลหิตคืออะไร? ก็ให้ลองนึกภาพสายยางรดน้ำต้นไม้ ตอนเราเปิดน้ำเต็มที่น้ำที่ไหลผ่านสายยางก็จะทำให้เกิดแรงดันที่สูง

ถ้าเปรียบสายยางคือหลอดเลือด ภาวะนี้ก็คือความดันสูงนั่นเอง แล้วเมื่อหรี่ก๊อกลงน้ำก็จะไหลน้อยทำให้แรงดันน้อยลงไปด้วย

ระบบหัวใจและหลอดเลือดซึ่งเป็นระบบไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย ก็มีหัวใจทำหน้าที่คล้ายก๊อกหรือปั๊มน้ำที่คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย

ทำให้เกิดแรงดันในหลอดเลือด ซึ่งจะแปรผันไปตามความแรงของการสูบฉีดของหัวใจ

หลอดเลือด

นอกจากนี้ความดันเลือดก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพของหลอดเลือดด้วย ถ้าหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี เวลาที่หัวใจสูบฉีดแรง หลอดเลือดก็จะยืดขยาย ทำให้ความดันในหลอดเลือดไม่สูงเกินไป

แต่ถ้าหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นน้อย เวลาที่หัวใจสูบฉีดแรงความดันในหลอดเลือดก็จะสูง(ความดันสูง)ตามไปด้วย

ค่าความดันแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ ความดันตัวบน ซึ่งเป็นความดันในขณะที่หัวใจบีบตัว เพื่อดันเลือดให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และความดันตัวล่าง ซึ่งเป็นความดันในขณะที่หัวใจคลายตัว

เพื่อรับเลือดกลับมาจากส่วนต่างๆของร่างกาย (ด้วยเหตุนี้ค่าความดันของหัวใจบีบตัวจึงสูงกว่าขณะคลายตัวเสมอ)

วัดความดันโลหิต

องค์การอนามัยโลกระบุว่า ตอนที่หัวใจบีบตัวความดันควรมีค่าไม่เกิน 140 มิลลิเมตรปรอท และขณะคลายตัวไม่ควรเกิน 90 มิลลิเมตรปรอท และทั้งความดันตัวบนหรือตัวล่างก็มีความสำคัญเท่าเทียมกัน

ความน่ากลัวของความดันสูง

ถ้าเราปล่อยให้เป็นความดันสูงอยู่เป็นเวลานานๆ ก็เปรียบเสมือนการใช้สายยางฉีดน้ำแรงดันสูงๆตลอดเวลา ผลก็คือหลอดเลือดต้องรับแรงดันที่สูงอยู่ตลอดเวลา

ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆ ส่งผลให้เป็นโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมาได้เช่น

1. โรคหัวใจโต คนเป็นความดันสูงมีโอกาสเป็นมากกว่าคนปกติถึง 3 เท่า

2. หลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน คนเป็นความดันสูงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจวายมากกว่าคนปกติ 6 เท่า

3. หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก คนเป็นความดันสูงมีโอกาสหลอดเลือดแตกจนเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต มากกว่าคนปกติถึง 3-17 เท่า

ความดันสูงทำให้หลอดเลือดในสมองตีบหรือแตกได้

4. การทำงานของไตจะเสื่อมลงเร็วกว่าคนปกติ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคไตวายชนิดเรื้อรังได้

จะเห็นว่าเมื่อเรามีความดันสูง จะทำให้เรามีโอกาสเป็นโรคเรื้อรังต่างๆได้หลายชนิดมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่าเลยทีเดียว เรียกว่าถ้าเป็นความดันสูงก็แทบจะรอวันเป็นโรคอื่นได้เลย

ภัยเงียบที่แอบฆ่าเรา

ในปัจจุบันคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีความดันสูงผิดปกติราว 12 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปีก่อนหน้าประมาณ 400-500% โดยในจำนวนนี้เกือบ 6 ล้านคนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคความดันสูง (เพราะไม่เคยตรวจ)

และในกลุ่มที่รู้ตัวมีเพียง 30% ที่เข้ารักษาตัว คนกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนคนที่ปฏิบัติตัวจนสามารถควบคุมความดันลดลงมาเหลือปกติแค่ 16%เท่านั้น (ส่วนใหญ่เป็นแล้วก็จะต่อเนื่องยาวนาน ไม่หาย)

หลายคนมีภาวะเจ็บป่วยที่ไม่รู้ตัวเพราะไม่เคยตรวจสุขภาพ

เหตุที่ผู้คนจำนวนมากเป็นความดันสูงโดยที่ไม่รู้ตัว ก็เนื่องจากโรคนี้ไม่ค่อยปรากฏอาการที่ชัดเจนในช่วงแรกๆ(แอบเป็นเงียบๆ) แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนแรงดันในหลอดเลือดที่สูงไปทำลายผนังหลอดเลือด

และอวัยวะที่สำคัญทั่วร่างกาย แล้วกลายเป็นโรคเรื้อรังตอนนั้นจึงจะแสดงอาการออกมา

ด้วยเหตุนี้เราจึงควรตระหนักว่า ถึงแม้วันนี้เราจะยังไม่เข้าโรงพยาบาลหรือยังไม่ป่วย ก็ไม่ควรประมาท ควรตรวจความดันเป็นประจำเพื่อจะได้รักษาแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้เป็นหนักเพราะอาจจะสายเกินไป

โรคไตวาย

เมื่อพูดถึงหน้าที่ของไต เปรียบง่ายๆ ไต ก็คือ โรงบำบัดน้ำเสียของร่างกายนั่นเอง เพราะหน้าที่หลักของไตคือ การกรองของเสียในเลือด และควบคุมจำนวนน้ำ เกลือแร่และสารต่างๆในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล

ในแต่ละวันจะมีเลือดไหลเวียนผ่านไตทั้งสองข้างประมาณ 230 ลิตรเลยทีเดียว โดยไตจะกรองน้ำและของเสียและขับออกมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ ก่อนที่จะขับออกจากร่างกายเป็นน้ำปัสสาวะ

ไตทำหน้าที่ในการกรองของเสียในเลือด

ของเสียในเลือดส่วนหนึ่งเกิดจากอาหารที่เรากินเข้าไป และบางส่วนเกิดจากการสลายตัวของเนื้อเยื่อในร่างกายที่เกิดจากการเผาผลาญเพื่อสร้างพลังงาน

โดยไตจะเลือกกรองเฉพาะของเสียหรือสารบางอย่างที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่วนของที่ดีที่จำเป็นก็จะเก็บเอาไว้ในร่างกายต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ถ้าไตเกิดเสียสมรรถภาพในการกรองเลือด ก็จะทำให้มีของเสียในเลือดมากขึ้น และส่งผลเป็นลูกโซ่ทำให้ไตเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆจนเป็น ไตวาย

ทำให้ในเลือดมีแต่ของเสียและของมีพิษ จนผู้ป่วยจะต้องเสียชีวิตในที่สุด (หากไม่ได้รับการรักษาด้วยไตเทียม หรือปลูกถ่ายไต)

โรคแห่งการบั่นทอน

โรคไตวาย ถือได้ว่าเป็นโรคที่บั่นทอนกำลังใจกำลังกาย และกำลังทรัพย์ของผู้ป่วยและญาติพี่น้องอย่างมาก เพราะคนที่เป็นไตวายอาการจะมีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น

โรคไตวายจะส่งผลให้เสียค่ารักษาจำนวนมากและทรุดลงเรื่อยๆ

เพราะไตส่วนที่ถูกทำลายไปแล้ว จะถูกทำลายอย่างถาวร(ฟื้นฟูซ่อมแซมไม่ได้) และจะถูกทำลายลุกลามอย่างต่อเนื่องจนไตถูกทำลายทั้งหมด แล้วรอวันตาย ความหวังเพียงหนึ่งเดียวก็คือ มีผู้บริจาคไตให้นำมาปลูกถ่ายไตเท่านั้น (ค่าใช้จ่ายประมาณ 300,000 ขึ้นไป)

ส่วนคนที่ยังไม่ได้รับการปลูกถ่ายไต ก็จะต้องไปฟอกเลือดที่โรงพยาบาล (เพราะไตไม่สามารถกรองของเสียในเลือดได้เหมือนเดิม) ค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 1,500-3,500 บาทต่อครั้ง

แต่การที่ไตยังถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้มีของเสียในเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ป่วยก็ต้องไปฟอกเลือดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จากเดือนละครั้งเป็นสัปดาห์ละครั้ง จนกลายเป็นสัปดาห์ละหลายครั้ง (เดือนละหลายหมื่นบาท)

เมื่อถึงที่สุดแล้วผู้ป่วยไตวายจะเสียชีวิตลงหากไม่ได้ปลูกถ่ายไต

สุดท้ายเมื่อไตวายถึงระยะสุดท้าย ถ้าไม่ได้รับการปลูกถ่ายไต ผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

ต้นเหตุของความดันสูง-ไตวาย

ต้นเหตุของการมีความดันสูงนั้น ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ความดันสูงมักจะมีความสัมพันธ์กับการกินอาหารเค็ม(มีโซเดียมสูง) ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน กรรมพันธุ์ อายุมาก การสูบบุหรี่ การดื่มเหล้า และการขาดการออกกำลังกาย

 ส่วนต้นเหตุหลักที่ทำให้เราเป็นโรคไตก็คือ โรคเบาหวาน และความดันสูง โดยสองโรคนี้เป็นต้นเหตุของผู้ป่วยโรคไตประมาณ 50% รองลงมาได้แก่ การเป็นนิ่วในไตหรือท่อไต ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันต้านตัวเอง โรคติดเชื้อทางไต โรคพันธุกรรมทางไต

นอกจากนี้ หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญก็คือ การบริโภคสารที่เป็นพิษต่อไต เช่น การกินเกลือมากเกินไป (คนที่กินโซเดียมมากเกินจะเสี่ยงเป็นทั้งโรคไตและความดันสูง)

การทานเกลือมากเกินไปทำให้เป็นโรคไตและความดันสูง

การกินยามากเกินปริมาณที่กำหนด เพราะยาที่เป็นพิษต่อไตประเภทยาแก้ปวดบางตัว ยาปฏิชีวนะบางตัว ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาลูกกลอน หรือแม้แต่การกินยาตามขนาดที่กำหนด

แต่กินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆก็ทำให้ไตวายได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้คนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆเช่น เบาหวาน ความดันสูง โรคหัวใจ มะเร็ง ที่ต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง จึงมักได้โรคไตเป็นของแถมมาด้วย

ดื่มน้ำให้คุณประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวก

รวมถึงคนที่ดื่มน้ำน้อยเกินไป ซึ่งจะทำให้เลือดมีความข้นและหนืดกว่าคนปกติ ทำให้ไตต้องทำงานหนักในการกรองและจับของเสีย จึงทำให้ไตเสื่อมสภาพเร็ว มีโอกาสเป็นโรคไตได้เช่นกัน

กินโซเดียมมาก มีความเสี่ยงสูง

องค์การอนามัยโลกกำหนดว่า เพื่อสุขภาพที่ดีเราควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,400 mg  หรือเท่ากับเกลือประมาณ 6 กรัมหรือ 1 ช้อนชา (ในเกลือจะมีโซเดียมประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์)

แต่ในปัจจุบัน คนไทยกลับมีพฤติกรรมการกินอาหารที่มีเกลือ(โซเดียม)มากขึ้นเช่น กินอะไรก็มักจะต้องมีพริกน้ำปลา เวลากินผลไม้ก็ต้องจิ้มพริกเกลือ น้ำปลาหวาน กะปิ

แฮมเบอเกอร์เป็นอาหารที่มีโซเดียมเยอะ

นอกจากนี้ในปัจจุบันคนไทยนิยมกินอาหารนอกบ้านโดยเฉพาะอาหารประเภทแฮม เบคอน ไส้กรอก สุกี้ หมูกระทะ เนื้อย่างเกาหลี บาร์บีคิว ชาบู รวมถึงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ต้องจิ้มน้ำจิ้มจำนวนมาก

ซึ่งในน้ำจิ้มก็มักจะใส่เกลือหรือผงชูรส รวมถึงเรายังได้รับเกลือที่อยู่ในซีอิ้ว น้ำปลา ซอสหอยนางรม ซอสพริกอีกด้วย

รวมทั้งอาหารรสจัด รสแซ่บต่างๆเช่น ส้มตำ ต้มยำ ยำต่างๆ ปลาเค็ม กุนเชียง ซึ่งการปรุงอาหารเหล่านี้จะต้องใช้วัตถุปรุงรสหลายอย่าง ทั้งผงชูรส เกลือ และน้ำตาล

พ่อค้าหลายคนจะใส่ผงชูรสหรือผงปรุงรสลงไปในข้าวแกงที่ทำไว้ขาย (ผงปรุงรสแค่ 2-3 ช้อนชาก็มีโซเดียมมากเกินแล้ว) เพราะใส่แล้วลูกค้าจะติดใจในรสชาติ

อาหารตามสั่งมักใส่ผงชูรสเพื่อรสชาติที่ดี

แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวเองหลายๆร้านก็จะเทผงชูรสจำนวนมากลงไปในหม้อต้มเลย บางร้านก็จะใส่ซุปสำเร็จรูปแบบก้อนลงในน้ำซุป และเวลาตักใส่ชามก็จะใส่ผงชูรสให้อีก

 นอกจากนี้เรายังได้รับโซเดียมจากอาหารสำเร็จรูปที่เรากิน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (แบบซองบางยี่ห้อแค่ซองเดียวก็มีโซเดียมสูงถึง 1,500 mg) ของขบเคี้ยว (มีโซเดียมประมาณ 500 กรัมต่อถุง) 

จากพฤติกรรมที่กล่าวมานี้ จึงทำให้โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยบริโภคโซเดียมสูงถึงวันละ 5,000 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าได้รับเกินมาตรฐานมากกว่า 2 เท่าเลยทีเดียว…

บะหมี่สำเร็จรูป อุดมไปด้วยโซเดียมทำให้เป็นไตวายและความดันสูง

นอกจากนี้คนไทยมากกว่า 1 ใน 3 ที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ (การดื่มน้ำเพียงพอจะช่วยให้ไตขับโซเดียมออกมาได้ดีขึ้นด้วย และช่วยให้เลือดข้นน้อยลงทำให้ความดันลดลง)

เพราะเหตุดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยจะเป็นโรคความดันสูงและโรคไตมากมาย คนไทยเป็นไตวายระยะสุดท้ายมากถึงประมาณ 35,000 คน และตายจากโรคไตปีละประมาณ 13,000 คน

ฉะนั้นถ้าเราต้องการหลีกเลี่ยงโรคความดันสูงและโรคไต หรือสำหรับคนป่วยที่ต้องการให้อาการดีขึ้นเราก็ต้องลด ละ เลิกพฤติกรรมดังกล่าว

วิธีห่างไกลจากโรคความดัน-ไตวาย

  • หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดและภาวะเครียด

อาหารรสจัดที่เต็มไปด้วยไขมันและโซเดียม

  • ดื่มน้ำสะอาดวันละ 1.5-2 ลิตร
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ
  • ควบคุมอย่าให้มีไขมันในเลือดสูง
  • ประพฤติตนให้ห่างไกลจากโรคเบาหวาน ความดัน และโรคเรื้อรังอื่นๆ จะได้ไม่ต้องกินยาเป็นประจำ

อ้วนลงพุงต้องออกกำลังกายและดูแลสุขภาพ

  • รักษาน้ำหนักไม่ให้มากเกิน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • งดแอลกอฮอล์และบุหรี่

คนที่อายุ 35 ปีขึ้นไปหรือครอบครัวมีประวัติการป่วยเป็นความดัน โรคไต เบาหวาน ควรจะตรวจเลือดและปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

หากมีประวัติสุขภาพไม่ดี ควรมีการตรวจเลือดปีละครั้ง

หรือคนที่ปัสสาวะบ่อย ฉี่ขัด ปัสสาวะสีเข้มแบบน้ำล้างเนื้อ มีอาการบวมที่หน้า เท้า มีอาการปวดหลังปวดเอว เบื่ออาหาร คลื่นไส้

ซึ่งเป็นอาการของคนเป็นโรคไต ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อจะได้รักษาไม่ให้เป็นหนักมากขึ้น และด้วย 8 วิธีในการหลีกเลี่ยงโรคความดัน-ไตวายนี้ ก็จะช่วยให้คุณพ้นจากโรคเหล่านี้ไปได้ไม่ยาก

บทความที่น่าสนใจ

error: do not copy content!!